
เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 5 ส.ค. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ชี้แจงถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตุการจัดสรรงบประมาณกองทุนบัตรทอง ปี 2568 จำนวนเงิน 60,000 ล้านบาท ไม่ได้เข้าโรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุขว่า งบที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับในปี 2568 ไม่นับเงินเดือนจะได้รับอยู่ที่ประมาณ 170,000 ล้านบาท ซึ่งในระบบของโรงพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุขจะมีบันทึกรายรับจากงบประมาณตรงนี้ประมาณ 110,000 ล้านบาท เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตนจึงได้ตั้งคำถามไปว่างบประมาณ 60,000 ล้านบาทหายไปไหน ซึ่งสปสช. มีอนุกรรมการด้านการเงินชี้แจงว่าเงินจำนวนนี้อยู่นอกระบบของกระทรวงสาธารณสุข และมีอีก 10,000 กว่าล้านบาท ที่สปสช.ใช้กระทรวงสาธารณสุขผ่านโรงพยาบาลราชวิถีเป็นช่องทางในการจัดซื้อยา และอาจจะมี 3,000 – 4,000 ล้านบาท ที่ไม่ได้เป็นเรื่องของการซื้อยา แต่ไปยังโรงพยาบาลนอกสังกัดโรงพยาบาลสาธารณสุข เช่น สังกัดกระทรวงกลาโหม สังกัดกรุงเทพมหานคร และอีกครึ่งหนึ่งถูกจัดสรรไปให้กับคลินิก รวมถึงหน่วยให้บริการเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดที่เราต้องดูว่าการให้บริการมีประสิทธิภาพ มีหลักเกณฑ์และมาตรฐานหรือไม่ และหากต้องมีการปรับปรุงในการวางเงินเหล่านี้ไปที่ใดควรจะต้องถูกหยิบยกมาหารือในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยรวมๆจะอยู่ที่ประมาณ 120,000 กว่าล้านบาท ที่กระทรวงสาธารณสุขมีเงินผ่านมือ เพราะฉะนั้นงบประมาณ 60,000 ล้านบาท จะเป็นการจัดสรรให้กับโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลประชาชนราวๆ 80% ของประเทศ ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่เราเจอ ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 50,000 ล้านบาท ยืนยันว่านโยบายของตนและรัฐบาลเงินภาษีของประชาชนต้องอธิบายได้ว่าเส้นทางการเงินต่างๆ ได้ถูกนำไปวางจัดสรรไว้ที่ไหน และ สปสช.เองต้องนำข้อมูลเหล่านี้ออกมาให้เกิดความชัดเจน
เมื่อถามว่า หน่วยงานเหล่านี้มีเงื่อนไขทางกฎหมายเปิดช่องให้สามารถรับเงินได้หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องติดตามดูกัน ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มอบหมายให้ประธานอนุกรรมการด้านการเงินให้ชี้แจงภายใน 7 วัน ซึ่งต้องชี้แจงลงไปในรายละเอียดถึงหน่วยที่รับเงิน กิจกรรมต่างๆ และการกระจายตัวของเงินว่าเป็นอย่างไร ที่ต้องมีเอกสารหลักฐานและการตรวจสอบไปพร้อมพร้อมกันว่าการใช้เงินเหล่านั้นนำไปปฏิบัติงานจริงหรือไม่ นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขยังมีพระราชบัญญัติปฐมภูมิ ปี 2562 ที่จะต้องวางมาตรฐานการให้บริการต่างๆของงานป้องกันและงานส่งเสริมเรื่องระบบสาธารณสุขหรือสุขภาพ โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังเร่งรัดให้เกิดมาตรฐานตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับหน่วยบริการในสังกัด สปสช. รวมถึงสังกัดอื่นๆด้วย เพื่อให้เห็นว่าหากมีการเบิกงบประมาณไปใช้ในการดูแลประชาชนจะต้องได้มาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขวางไว้
เมื่อถามว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ากระทรวงสาธารณสุข นำงบประมาณไปใช้กับกิจกรรมต่างๆค่อนข้างมาก นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงที่ทั้งลึกและกว้างดูแลประชาชนทั่วประเทศ และมีภารกิจต่างๆมากมาย ช่วงที่ตนรับตำแหน่งที่ผ่านมามีเวลา 2-3 เดือน จะเห็นว่าตนลงพื้นที่ในภูมิภาคค่อนข้างมาก มีการพูดคุยในเรื่องการบริหารราชการของโรงพยาบาล และมีการนำนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติ เรื่องของนวัตกรรม AI ต่างๆ ดังนั้นต้องขอบคุณโรงพยาบาลต่างๆที่ทำให้เห็นในภาพกว้างว่ามีการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งเรื่องการใช้งบประมาณเป็นเรื่องของโรงพยาบาลในแต่ละพื้นที่เป็นผู้จัดสรร ซึ่งยึดหลักให้ทุกโรงพยาบาลใช้งบประมาณเท่าที่จำเป็นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า

รมว.สาธารณสุข มั่นใจข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ไม่หลุด ยันทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข กล่าวถึงกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลสำคัญทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงหลุดออกจากระบบ และถูกนำไปเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียว่า เท่าที่ดูในส่วนของตนยังไม่เห็น และหวังว่าจะไม่มีหลุด
เมื่อถามว่ากังวลว่าจะมีข้อมูลผู้ป่วยหลุดออกมาหรือไม่หลังจากมีข้อมูลหลุดออกจากกรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขพยายามยกระดับเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์อยู่ตลอด และมีการทดสอบระบบทุก 3-6 เดือน ในแต่ละช่องทางที่ต้องใช้งาน ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นเหมือนแมวจับหนู ที่ต้องยกระดับไปเรื่อยๆ แต่ความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ก็มีสูงขึ้น จึงต้องยกระดับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้มั่นใจว่าข้อมูลยังไม่หลุด แต่ก็ไม่ขอท้าทาย



