รมว.ยุติธรรม เปิด 7 นโยบาย ช่วยประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรม

Date:

เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 12 กันยายน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวในรายการ “คุยกับครม.อนุทิน” ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT2HD ถึงการขับเคลื่อนงานกระทรวงยุติธรรม ในคำที่ว่ากระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม ได้นำหลักคิดตรงนี้มากำหนดเป็นนโยบายในการขับเคลื่อนงานอย่างไรบ้าง ว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่กระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญ และนำมากำหนดแนวทางดำเนินงานภายใต้นโยบายหลัก 7 ข้อ ได้แก่ 1.การน้อมนำโครงการพระราชดำริและพระบรมราโชบายไปปฏิบัติให้เกิดผล 2.การปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ 3.การแก้ไขปัญหายาเสพติด 4.การคุ้มครองสิทธิและเยียวยาประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม 5.การพัฒนากฎหมายและระบบงานยุติธรรม 6.การฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคมโดยไม่กระทำผิดซ้ำ และ7.การบริหารงานอย่างมืออาชีพ  ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบเวลาดำเนินงานและกำชับทุกกรม รวมถึงทุกหน่วยงานในสังกัด ให้เร่งรัดการปฏิบัติ จากเดิมที่บางเรื่องใช้เวลาหลายเดือน โดยร่วมกับปลัดกระทรวงยุติธรรมตรวจสอบความพร้อมของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ตั้งแต่ขั้นตอนรับเรื่องไปจนถึงการส่งต่อ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือและการเยียวยารวดเร็วยิ่งขึ้น

เมื่อถามว่า จากคำกล่าวที่ว่าคุกมีไว้ขังคนจน ซึ่งเป็นภาพจำของคนมาช้านาน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมมีกลไกช่วยเหลือประชาชน ทั้งการประกันตัว การให้คำปรึกษากฎหมาย และการเยียวยาผู้เสียหาย หลากหลายกลไก เช่น กองทุนยุติธรรม ศูนย์ยุติธรรมชุมชน และช่องทางสายด่วนเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าถึงความช่วยเหลือ สำหรับกองทุนยุติธรรมเป็นแหล่งเงินสำหรับช่วยเหลือประชาชนที่มีฐานะยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการประกันตัวและค่าจ้างทนายความ อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือไม่ได้ครอบคลุมทุกกรณีโดยอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และกระบวนการของคณะกรรมการที่รับผิดชอบ

พล.ต.ท.รุทธพล ยังกล่าวถึงการสนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดว่า ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมได้ดำเนินการครบทุกมิติ ทั้งการป้องกัน การปราบปราม การบำบัดฟื้นฟู และการเฝ้าระวัง โดยมี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงยุติธรรม ทำงานร่วมกับตำรวจ ทหาร และหน่วยงานในพื้นที่ ในส่วนการป้องกัน ได้เดินทางร่วมกับเลขาธิการ ป.ป.ส. ไปยังประเทศลาวและพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เพื่อสนับสนุนการตั้งจุดตรวจและการฝึกเจ้าหน้าที่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างลาวกับเมียนมา มุ่งสกัดยาเสพติดตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ประเทศไทย รวมทั้งประสานความร่วมมือกับฝ่ายเมียนมาในการแก้ปัญหาและติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีข้ามแดน ด้านการปราบปราม เน้นดำเนินการกับผู้ค้า ผู้มีอิทธิพล และการยึดทรัพย์สิน  ทั้งนี้การดำเนินงานต้องเชื่อมต่อจากหน่วยสกัดกั้นชายแดนเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน และใช้กลไกระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นร่วมแก้ไขปัญหา

ขณะที่การบำบัดได้มีนโยบาย 1 อำเภอ 1 ศูนย์บำบัด เพื่อให้ผู้เสพเข้าถึงการรักษาได้ใกล้บ้านและมีการติดตามฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวถึงการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ บัญชีม้า รวมถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ที่กำลังเป็นภัยคุกคามใหม่ของประชาชนในยุคปัจจุบันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบและปราบปรามการกระทําความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ 

โดยทำงานร่วมกับตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหลากหลายหน่วยงาน การดำเนินงานแบ่งเป็นชุดทำงานย่อย 7 ชุด ประกอบด้วย ด้านการพนันออนไลน์และฟอกเงิน 4 ชุด และด้านนอมินี 3 ชุด โดยมีนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นหัวหน้าชุด จากการประชุมติดตามผล พบว่ารูปแบบการใช้บัญชีในอาชญากรรมออนไลน์เปลี่ยนจากบัญชีบุคคลไปใช้บัญชีนิติบุคคล ทำให้ติดตามได้ยากขึ้น จึงต้องประสานข้อมูลกับหน่วยงานด้านการพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ดิน และสรรพากร เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและรวบรวมพยานหลักฐานร่วมกัน

สำหรับการทวงเงินคืนประชาชนหรือการช่วยเหลือประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ปัญหาสำคัญคือคนร้ายสามารถโยกเงินผ่านบัญชีหลายทอดได้อย่างรวดเร็ว สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงพัฒนาระบบและจัดตั้งศูนย์ ACSC โดยมีตำรวจ ธนาคาร และ ป.ป.ง. ร่วมประสานงาน เพื่อเร่งดำเนินการเมื่อได้รับแจ้งเหตุ รวมถึงสกัดการถอนเงินและติดตามผู้เกี่ยวข้อง ส่วนคดีที่ดำเนินการจับกุมและยึดทรัพย์ได้แล้ว จะเข้าสู่กระบวนการติดตามทรัพย์สินและเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหาย โดยประสาน ป.ป.ง. ดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขายทอดตลาดก่อนนำเงินมาเฉลี่ยคืนตามกระบวนการ

ที่ผ่านมามีการดำเนินการคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหายแล้วหลายกรณี

รมว.ยุติธรรม ยังกล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สิน ภายใต้มหกรรมแก้หนี้ โดยจัดงานในลักษณะกลุ่มจังหวัด เปิดให้ประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมได้ การจัดงาน 23 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 60,000 ราย และผู้ขอไกล่เกลี่ยหนี้สินกว่า 40,000 ราย โดยไกล่เกลี่ยได้สำเร็จเกือบทั้งหมด มีทุนทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกว่า 8,000 ล้านบาท และสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้กว่า 5,000 ล้านบาท ผ่านการประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินและบริษัทที่เกี่ยวข้องประมาณ 40 แห่ง และจะเดินหน้าจัดมหกรรมแก้หนี้ต่อเนื่อง ขอเชิญชวนประชาชนติดตามการประชาสัมพันธ์และเข้าร่วมงานในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อเปิดโอกาสเจรจากับเจ้าหนี้และบรรเทาภาระ

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ พุ่ง 4 พันล้านบาท

รัฐบาล เก็บภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ ‘ตั้งแต่บาทแรก’ 11 เดือนกว่า 4 พันล้านบาท เร่งตรวจสวมสิทธิ Made in Thailand

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. 

นายกฯ อนุทิน ลั่นโกงสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่นปชช. ฉะเรื่องสยอง- สะเทือนขวัญ พูดภาษาชาวบ้าน ‘โกงบนหัวผม-เผาบ้านเรา‘

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก

ปิดฉาก “Gastech 2026” พลิกโฉมกรุงเทพฯ ศูนย์กลางแห่งดีลพลังงานโลก เผยมูลค่าด้านความร่วมมือ–จัดหา และลงทุนพลังงานกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน

นายกฯ อนุทิน ร่วมงานเลี้ยงรับรอง 77 ปีสาธารณรัฐประชาชนจีน สานต่อมิตรภาพ ‘50 ปีทองไทย–จีน’