
เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 20 ก.ย. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกา ว่า ตนไม่ใช่ผู้ตั้งโจทย์ และไม่ได้นัดพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คณะเจรจาของทั้ง 2 ฝ่าย รายงานมาว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว และยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่สหรัฐฯได้หยิบยกขึ้นมา ซึ่งทางประเทศไทยต้องกลับมาหาวิธีในการบรรลุข้อสรุปให้ได้
เมื่อถามว่าการเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 จะมีโอกาสได้พบกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีโอกาสได้เจอ เมื่อถามว่าจะมีโอกาสได้พูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า play it by ear (ดูตามสถานการณ์) หลักการมีอยู่แล้ว ประเทศไทยได้อัตราภาษีที่ต้องการแล้ว แต่ยังมีเงื่อนไขที่ทางสหรัฐฯได้ขอเพิ่มขึ้นมา ซึ่งตนได้ถามกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ว่าเราจะสามารถปิดจบข้อตกลงได้หรือไม่ ซึ่งนางศุภจี ก็ตอบตนกลับมาว่าได้ไม่มีปัญหา ไม่ต้องมาแก้ไขเนื้องาน เมื่อถามว่าเงื่อนไขที่ว่าคืออะไร นายอนุทิน กล่าวว่าไม่ได้ถามในรายละเอียด
เมื่อถามว่าจะราบรื่นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ดูแล้วว่านางศุภจี มีความมั่นใจ และเดี๋ยวตนจะไปถามนางศุภจีอีกครั้ง การเดินทางไปนิวยอร์กครั้งนี้ ตนจะมีโอกาสได้พูดคุยกับตัวแทนของนางศุภจี และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งทุกอย่างจะอยู่ในกรอบ เมื่อถามว่ารัฐบาลจะคงภาษีให้อยู่ที่ร้อยละ 19 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พยายามจะกดให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาขั้นตอนตัวร่างก็จะถูกส่งไปให้ผู้นำแต่ละประเทศ ซึ่งปกติแล้วจะมีการจัดให้นั่งพูดคุยกัน หรือโทรศัพท์พูดคุยกัน เมื่อถึงเวลานั้นก็ต้องดูว่าจะสามารถพูดคุยอะไรกันได้ โดยคณะเจรจาไม่ได้รายงานว่ามีสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ เวลาเจรจาต่างฝ่ายก็ต่างมีเงื่อนไขสุดโต่ง ก่อนจะให้พูดคุยให้ได้ข้อสรุปที่ต่างฝ่ายต่างรับได้ นี่คือการเจรจาไม่ใช่การตบมือข้างเดียว เราจะได้สิ่งที่เราต้องการทั้งหมด หรือสิ่งที่เขาต้องการทั้งหมด ดังนั้นจึงเรียกว่าการเจรจา
เมื่อถามอีกว่าหากมีโอกาสได้เจอประธานาธิบดีสหรัฐฯต่อหน้าจะพูดคุยและทวงสัญญาที่มีการตกลงในถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ระหว่างไทยและกัมพูชา หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีโอกาสก็ต้องคุยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เราไม่ได้ไปเยือนเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการไปร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA18)



