รัฐบาล แจงไม่โยกงบ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล

Date:

วันนี้ (20 กันยายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นำวงเงินคงเหลือจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ประมาณ 50,000 ล้านบาท ไปช่วยลดราคาน้ำมัน ควบคู่กับการลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลิตรละ 7 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ว่า ข้อเสนอดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาได้ แต่ต้องมองให้ครบทั้งวัตถุประสงค์ของงบประมาณ กลุ่มประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ และภาระทางการคลัง ไม่ควรมองเฉพาะผลต่อผู้ใช้น้ำมันเพียงกลุ่มเดียว

นางสาวลลิดากล่าวว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” ไม่ใช่กองทุนอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่เป็นชุดมาตรการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วงเงินรวมไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท ภายใต้กรอบเงินกู้ 200,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อของประชาชน และส่งรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย

ภายใต้มาตรการดังกล่าว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.18 ล้านคนได้รับวงเงินเพิ่มเดือนละ 700 บาท รวมกับวงเงินเดิมเป็นเดือนละ 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 ขณะที่โครงการร่วมจ่าย 60/40 ครอบคลุมค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนด รวมถึงบริการขนส่งสาธารณะที่เข้าร่วม ทำให้ประโยชน์ของมาตรการกระจายไปถึงประชาชนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวด้วย

“ต้องถามให้ครบว่า ถ้าเอาเงินที่เดิมตั้งใจช่วยค่าครองชีพประชาชนไปลดราคาดีเซล แล้วคนที่ไม่มีรถจะได้อะไร ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย หรือประชาชนที่ใช้รถสาธารณะจะได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างไร เพราะการลดราคาน้ำมันย่อมให้ประโยชน์โดยตรงตามปริมาณน้ำมันที่ใช้ คนที่เติมมากก็ได้ส่วนลดมาก ส่วนคนที่ไม่ได้เติมน้ำมันไม่ได้รับส่วนลดโดยตรง” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

นางสาวลลิดากล่าวว่า รัฐบาลเข้าใจว่าราคาน้ำมันมีผลต่อค่าขนส่งและต้นทุนสินค้า และมาตรการด้านพลังงานสามารถมีประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจได้ แต่หากจะนำมาเปรียบเทียบกับมาตรการช่วยค่าครองชีพโดยตรง ต้องพิจารณาด้วยว่าต้นทุนที่ลดลงจะถูกส่งผ่านไปถึงประชาชนมากน้อยเพียงใด ขณะที่การให้วงเงินแก่ประชาชนหรือการร่วมจ่ายเป็นการส่งความช่วยเหลือถึงผู้ได้รับสิทธิโดยตรง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ตัวเลขวงเงินคงเหลือประมาณ 50,000 ล้านบาทที่ถูกนำมาใช้ประกอบข้อเสนอนั้น ต้องตรวจสอบสถานะทางบัญชีให้ชัดเจนก่อนว่าเป็นกรอบเงินกู้ที่ยังไม่ได้จัดสรร วงเงินที่ได้รับอนุมัติแต่ยังไม่ได้เบิกจ่าย วงเงินที่มีภาระผูกพันแล้ว หรือเป็นเงินคงเหลือที่สามารถเปลี่ยนวัตถุประสงค์ได้จริง เพราะแต่ละกรณีมีสถานะและขั้นตอนทางกฎหมายแตกต่างกัน

“ตัวเลขที่เห็นว่า ‘เหลือ’ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเงินก้อนว่าง 50,000 ล้านบาทที่รัฐบาลสามารถหยิบไปใช้เรื่องใดก็ได้ทันที ต้องดูว่าเงินนั้นอยู่ตรงไหน มีภาระผูกพันแล้วหรือไม่ และกฎหมายอนุญาตให้เปลี่ยนวัตถุประสงค์ได้อย่างไร หากจะเสนอโยกเงินก้อนนี้ ก็ควรมีข้อมูลทางบัญชีและฐานกฎหมายรองรับให้ครบก่อน” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับการลดภาระราคาพลังงานจากทุกฝ่าย แต่การออกแบบมาตรการต้องคำนึงถึงประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้รถยนต์ ผู้ใช้ขนส่งสาธารณะ ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย ร้านค้ารายย่อย หรือประชาชนที่ไม่มีรถส่วนตัว รวมถึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าของเงินภาครัฐและผลต่อฐานะการคลังควบคู่กัน

“การช่วยลดราคาดีเซลอาจเป็นหนึ่งในทางเลือก แต่ไม่ควรเริ่มจากการเห็นตัวเลขว่าเหลือเงิน 50,000 ล้านบาทแล้วสรุปว่าสามารถโยกมาใช้ได้ทันที และที่สำคัญ นโยบายค่าครองชีพต้องไม่ออกแบบโดยมองเฉพาะคนที่มีรถ เพราะประชาชนที่ไม่มีรถก็มีค่าครองชีพ และรัฐมีหน้าที่ดูแลเขาเช่นเดียวกัน” นางสาวลลิดากล่าว

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

คลัง ขานรับนโยบาย ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้

คลัง ขานรับนโยบาย ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ หนุนสินเชื่อให้ครัวเรือนผ่านแบงก์รัฐ

รัฐบาล เดินหน้าปลดล็อกต้นทุนเกษตรกร ดันงานวิจัย ‘ปุ๋ยสั่งตัด’

รัฐบาล เดินหน้าปลดล็อกต้นทุนเกษตรกร ดันงานวิจัย ‘ปุ๋ยสั่งตัด’ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดค่าปุ๋ยเคมีเกินกว่าครึ่ง

นายกฯ อนุทิน ควงภริยา แอ่วเชียงใหม่วันหยุด

นายกฯ อนุทิน ควงภริยา แอ่วเชียงใหม่วันหยุด เช็กอินร้านอาหารเหนือ

ปลัดคลัง ยัน ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ปชช.

ปลัดคลัง ยัน ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ ได้ประโยชน์ 3 เด้ง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน พลังงานสะอาดประเทศเพิ่ม ลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซผลิตไฟ