
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟสบุ๊ก Suphachai Jaismut ระบุว่า
“ไทยพีบีเอส” : นวัตกรรมที่ดีต้องทบทวนได้ และเงินสาธารณะต้องตรวจสอบได้
ผมอยากชวนสังคมพิจารณาเรื่องการแก้ไขระบบ “เงินบำรุง” ของไทยพีบีเอสด้วยเหตุผล และขอให้แยกเรื่องนี้ออกจากข้อกล่าวหาว่า ใครกำลังพยายามทำลายหรือแทรกแซงสื่อสาธารณะ
ก่อนจะพูดถึงไทยพีบีเอส เราควรกลับไปดูหลักใหญ่เสียก่อน นั่นคือ เงินของประชาชน
ในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา การจัดเก็บรายได้ของรัฐและการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเป็นอำนาจสาธารณะที่สำคัญอย่างยิ่ง
รัฐธรรมนูญจึงกำหนดระบบการเงินการคลังและงบประมาณไว้อย่างเข้มงวด การใช้จ่ายเงินแผ่นดินต้องมีฐานกฎหมาย และงบประมาณรายจ่ายต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
หลักสำคัญจึงมีอยู่ว่า
เงินสาธารณะต้องมีที่มา มีเหตุผลในการใช้ มีผู้รับผิดชอบ และตรวจสอบได้
เมื่อย้อนกลับมาดู พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส พ.ศ. 2551 มาตรา 12 ได้สร้างกลไกทางการเงินที่พิเศษขึ้น โดยกำหนด “เงินบำรุงองค์การ” ผูกกับฐานภาษีสุราและยาสูบ และให้เป็นรายได้ขององค์การโดยตรง ส่วนมาตรา 13 กำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรดำเนินการจัดเก็บ
จึงต้องพูดให้ถูกว่า ไทยพีบีเอสไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไป “เก็บภาษีเอง”
แต่กฎหมายได้สร้าง สิทธิทางการคลังที่พิเศษ ให้องค์กรหนึ่งมีรายได้ซึ่งผูกกับฐานภาษี โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณประจำปีตามปกติ
ผมเข้าใจเหตุผลของผู้ร่างกฎหมายในวันนั้น
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ซึ่งมีบทบาททางความคิดเกี่ยวกับการออกแบบสื่อสาธารณะและ Earmarked Tax อธิบายระบบนี้ในฐานะนวัตกรรมที่ช่วยสร้างความเป็นอิสระทางการเงินแก่สื่อสาธารณะ
ผมเคารพความเห็นนั้น
แต่ขอตั้งคำถามอย่างสุภาพว่า
คำว่า “นวัตกรรม” หมายความว่า เมื่อออกแบบระบบไว้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนแล้ว เราจะต้องใช้ระบบเดิมตลอดไปโดยห้ามทบทวนหรือ?
คุณเถกิง สมทรัพย์ สื่อมวลชนอาวุโส ได้ตั้งคำถามในประเด็นนี้ไว้น่าคิด โดยแยกระหว่าง “นวัตกรรม” กับ “สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนวัตกรรม”
ต่อให้เราออกแบบบ้านมาดี ใช้วัสดุดี และแบบบ้านเคยได้รับรางวัล แต่เมื่ออยู่ไปแล้วเกิดปัญหา สิ่งที่ควรพิจารณาคือ สภาพของบ้านในวันนี้ ไม่ใช่อ้างเพียงว่าแบบบ้านเมื่อวันแรกดีเพียงใด
และวันนี้ สิ่งที่ทำให้ผมคิดว่าเรายิ่งควรกล้าทบทวน ก็คือเสียงวิพากษ์ไม่ได้มาจากนักการเมืองหรือคนนอกไทยพีบีเอสเท่านั้น
คุณบุญเลิศ คชายุทธเดช หรือที่คนในวงการสื่อรู้จักกันในชื่อ “บุญเลิศ ช้างใหญ่” ซึ่งเป็นกรรมการนโยบายไทยพีบีเอสเอง ได้ออกมาเขียนถึงปัญหาภายในอย่างตรงไปตรงมา
คุณบุญเลิศระบุว่า ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีบุคลากรเกือบ 1,300 คน และตั้งคำถามต่อโครงสร้างค่าใช้จ่าย ทั้งเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการ การจ้างบุคลากรหลังเกษียณกลับมาทำงาน ตลอดจนการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษในอัตราค่าตอบแทนสูง
เขายกตัวอย่างการจ้างผู้เกษียณกลับมาเป็น “โค้ช” เดือนละ 100,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน และกล่าวถึงการจ้างผู้เชี่ยวชาญพิเศษบางตำแหน่งในระดับ เกือบ 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเขาระบุว่าเป็นเรื่องที่สร้างความกังขาแก่พนักงานบางส่วน
คุณบุญเลิศยังตั้งคำถามที่น่าคิดว่า ในขณะที่สำนักข่าวบางแห่งมีคนทำงานเพียง 10–20 คน แต่สามารถลงพื้นที่ รายงานสด และผลิตผลงานข่าวที่มีคนติดตามจำนวนมาก เหตุใดไทยพีบีเอสซึ่งมีบุคลากรจำนวนมาก จึงยังมีค่าใช้จ่ายในการจ้างบริษัทภายนอกผลิตรายการและจ้างผู้ดำเนินรายการจากภายนอกในอัตราที่สูงอีก
และที่สำคัญ คุณบุญเลิศให้ข้อมูลว่า การพูดว่าไทยพีบีเอสมีเงินใช้เพียงปีละ 2,000 ล้านบาทอาจยังไม่สะท้อนภาพทั้งหมด เพราะยังมีรายได้อื่น เช่น ค่าบำรุงโครงข่ายประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี รวมถึงดอกเบี้ยและรายได้อื่น โดยเขาประเมินว่าเมื่อนำมารวมกันแล้ว การใช้จ่ายอาจอยู่ในระดับประมาณ 2,600–2,800 ล้านบาทต่อปี
ผมไม่ได้ยกข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อตัดสินว่า การจ่ายเงินรายการใด “ผิด” หรือ “ทุจริต”
แต่ผมกำลังถามว่า
เมื่อแม้แต่กรรมการนโยบายของไทยพีบีเอสเองยังออกมาตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพ โครงสร้างบุคลากร ค่าตอบแทน และวิธีการใช้เงินขององค์กร เราจะยังบอกสังคมได้หรือว่า ระบบการเงินที่ออกแบบไว้เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนไม่ควรถูกนำกลับมาทบทวน?
และเสียงวิพากษ์ไม่ได้มีเพียงคุณบุญเลิศ
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการและอดีตผู้ดำเนินรายการของไทยพีบีเอส ก็ออกมาตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ คุณธรรม และความโปร่งใสขององค์กร
ขณะเดียวกัน ยังมีสมาชิกรัฐสภาตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของเงินที่ไทยพีบีเอสได้รับและการบริหารจัดการภายใน
ยิ่งไปกว่านั้น ต้นปี 2569 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้เข้าตรวจสอบไทยพีบีเอส หลังมีข้อร้องเรียนหลายประเด็น ทั้งการใช้ทรัพย์สินขององค์การและการจัดซื้อจัดจ้างหรือจ้างผลิตรายการบางประเภท
ผมขอย้ำให้ชัดเจนว่า การถูกตรวจสอบไม่ได้หมายความว่ามีการทุจริต
ทุกฝ่ายต้องได้รับความเป็นธรรม และต้องรอผลการตรวจสอบตามกระบวนการ
ผมยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาไม่ใช่เพื่อพิพากษาใคร แต่เพื่อถามว่า
เมื่อองค์กรหนึ่งได้รับกลไกทางการเงินที่พิเศษมาเกือบสองทศวรรษ และวันนี้คำถามไม่ได้มาจากฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่ยังมาจาก สื่อมวลชน อดีตคนใน กรรมการนโยบายขององค์กรเอง สมาชิกรัฐสภา และหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ
เราควรกลัวการทบทวนระบบ หรือควรเปิดระบบให้พิสูจน์ตัวเอง?
ผมไม่ได้เสนอให้ยกเลิกไทยพีบีเอส
ผมไม่ได้เสนอให้รัฐบาลเข้าไปสั่งข่าว
และไม่ได้เสนอให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปควบคุมเนื้อหาของสื่อ
สิ่งที่ผมเสนอมีเพียงว่า
ถึงเวลาหรือยังที่จะนำกลไกทางการเงินส่วนนี้กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะกลับมาอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณาและตรวจสอบตามระบบรัฐสภา
แม้แต่ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรสำคัญตามรัฐธรรมนูญก็ต้องเข้าสู่กระบวนการงบประมาณ แต่ไม่ได้หมายความว่าองค์กรเหล่านั้นจะสูญเสียความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่
ดังนั้น
“รับงบประมาณจากรัฐ” ไม่เท่ากับ “ถูกแทรกแซงโดยรัฐ”
ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่สื่อ กับความรับผิดชอบในการใช้เงินสาธารณะ เป็นคนละเรื่องกัน และสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้
วันนี้ไทยพีบีเอสมีอายุเกือบสองทศวรรษแล้ว
โลกของสื่อเปลี่ยน
เทคโนโลยีเปลี่ยน
ผู้รับสารเปลี่ยน
ระบบกฎหมายด้านการเงินการคลังของประเทศก็เปลี่ยน
การทบทวน ไม่ใช่การทำลาย
การตรวจสอบ ไม่ใช่การแทรกแซง
การแก้กฎหมาย ไม่ใช่การปิดปากสื่อ
ผมจึงขอทิ้งคำถามง่าย ๆ ไว้ว่า
ถ้ากลไกทางการเงินที่ออกแบบไว้เมื่อปี 2551 ยังดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในปี 2569 ก็ขอให้อธิบายด้วยข้อมูลและเหตุผล
แต่ถ้าข้อเท็จจริงและสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว เราก็ควรกล้าทบทวน
เพราะนวัตกรรมที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นแล้วห้ามแตะต้อง
นวัตกรรมที่ดีต้องพิสูจน์ตัวเองได้
เงินสาธารณะต้องตรวจสอบได้
และยิ่งรัฐมอบกลไกทางการเงินที่พิเศษให้ใครมากเท่าใด
ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องสูงขึ้นเท่านั้น



