
วันที่ 17 ตุลาคม นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัยต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 4 เท่า และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า รัฐบาลรับฟังข้อเสนอให้เร่งจัดสรรงบประมาณและจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว แต่การกล่าวว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายผิดพลาดถึง 4 เท่า จำเป็นต้องพิจารณาฐานข้อมูลและวิธีคำนวณให้ชัดเจน เพราะจำนวนคำร้องขอรับความช่วยเหลือ จำนวนครัวเรือนที่ผ่านเกณฑ์ และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เป็นข้อมูลคนละประเภท ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบแล้วสรุปว่าเป็นความผิดพลาดทั้งหมดได้ทันที
นางสาวลลิดากล่าวว่า เงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามมติคณะรัฐมนตรี เป็นเงินช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นของประชาชน ไม่ใช่การชดใช้มูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 เป็นข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเบื้องต้น พร้อมเสนอทบทวนหลักเกณฑ์และขยายพื้นที่ดำเนินการช่วยเหลือให้ครอบคลุมสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
“การที่มีประชาชนยื่นคำร้องเพิ่มขึ้นภายหลัง ไม่ได้หมายความว่ากระทรวงมหาดไทยประเมินความเสียหายผิดทั้งหมดค่ะ เพราะต้องแยกให้ออกระหว่างยอดผู้ยื่นคำร้อง ยอดผู้ผ่านเกณฑ์ และมูลค่าความเสียหายจริง หากจะกล่าวว่าประเมินผิดถึง 4 เท่า ก็ควรแสดงให้ชัดว่าใช้ตัวเลขใดเป็นฐานคำนวณ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่นำตัวเลขต่างประเภทมาเปรียบเทียบกันค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กรณีคำร้องที่ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ก็ไม่ควรสรุปว่าทุกรายเกิดจากงบประมาณไม่เพียงพอ เพราะกระบวนการตรวจสอบยังมีหลายปัจจัย ทั้งข้อมูลพร้อมเพย์ รายชื่อซ้ำภายในครัวเรือน เอกสารยืนยันความเสียหาย และหลักฐานการเช่าที่พักอาศัย จึงจำเป็นต้องจำแนกให้ชัดว่ารายใดอยู่ระหว่างตรวจสอบสิทธิ รายใดอนุมัติแล้วแต่รอโอนเงิน และรายใดได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านวงเงินจริง เพื่อให้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด
สำหรับข้อเสนอว่ารัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมถึง 12,000 ล้านบาท นางสาวลลิดากล่าวว่า เป็นตัวเลขที่ควรเปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ ทั้งจำนวนครัวเรือนที่คาดว่าจะผ่านเกณฑ์ และสัดส่วนผู้ได้รับเงินช่วยเหลือในอัตรา 5,000 บาท และ 9,000 บาท เนื่องจากหลักเกณฑ์การจ่ายเงินไม่ได้กำหนดให้ทุกครัวเรือนได้รับเงินเท่ากัน จึงยังไม่ควรนำตัวเลขประมาณการดังกล่าวไปสรุปเป็นภาระงบประมาณที่ยืนยันแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลการโอนเงินช่วยเหลือแล้วประมาณ 5,215 ล้านบาท จากกรอบวงเงินราว 5,290 ล้านบาทได้รับการยืนยัน ก็สะท้อนว่าวงเงินคงเหลือมีจำกัด และรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งประเมินความต้องการงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือประชาชนที่ผ่านเกณฑ์ต้องหยุดชะงัก
“รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธว่าต้องเร่งเพิ่มงบประมาณหากวงเงินไม่เพียงพอ และไม่ได้ใช้ประเด็นความคลาดเคลื่อนของตัวเลขมาเป็นข้ออ้างให้ประชาชนรอค่ะ แต่การตรวจสอบรัฐบาลก็ควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องเช่นกัน หากจะกล่าวหาว่าประเมินผิด 4 เท่า หรือจำเป็นต้องใช้งบเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ก็ควรแสดงที่มาของตัวเลขและหลักเกณฑ์การคำนวณให้ชัดเจน เพราะข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริงค่ะ”
“สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การแข่งขันกันว่าใครเสนอวงเงินช่วยเหลือได้มากกว่า แต่คือทำอย่างไรให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับเงินอย่างรวดเร็วและครบถ้วน หากติดเอกสารต้องเร่งแก้ หากติดขั้นตอนต้องเร่งปลดล็อก และหากงบประมาณไม่เพียงพอก็ต้องเร่งจัดสรรเพิ่มเติม รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผลการช่วยเหลือ ส่วนการตรวจสอบของทุกฝ่ายก็ควรช่วยให้ปัญหาได้รับการแก้ไข ไม่ใช่ทำให้ประชาชนสับสนจากการใช้ตัวเลขที่ยังไม่ได้ตรวจสอบให้ตรงกันค่ะ” นางสาวลลิดากล่าว



