นายกฯ เดินหน้าลดภาระค่าไฟ–น้ำมัน เพิ่มสภาพคล่อง SME

Date:

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยเปิดเผยข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้วิปรัฐบาลประสานหารือกับวิปของแต่ละฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับวันและระยะเวลาการอภิปราย โดยเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะกำหนดการอภิปรายในช่วงต้นเดือนธันวาคม ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้น หากจัดการอภิปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม สามารถพิจารณาใช้กรอบเวลา 4 วันได้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังให้คณะรัฐมนตรีตรวจสอบตารางการปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับกำหนดการ โดยวันและระยะเวลาที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับการหารือและข้อตกลงร่วมกันระหว่างวิปของแต่ละฝ่าย

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 2–3 พฤศจิกายน 2569 จะจัดขึ้นในช่วงเดียวกับงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 โดยจะมีการลงพื้นที่และมอบนโยบาย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการดูแลปัญหาของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงเกษตรกรในภูมิภาคอื่น ๆ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติอีกต่อไป 

สำหรับโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ประชาชนที่ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งานคืนให้การไฟฟ้าได้ในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการภายใต้กรอบการดำเนินงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานประกอบด้วยโครงการและมาตรการสนับสนุนหลายส่วน ได้แก่ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ วงเงิน 10,785 ล้านบาท การพัฒนาระบบสมาร์ทมิเตอร์ วงเงิน 10,811.6 ล้านบาท และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อรองรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยกระทรวงแรงงานได้รับการจัดสรรวงเงิน 972 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความสามารถในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับภาคประชาชน เมื่อรวมวงเงินของโครงการและมาตรการต่าง ๆ ตามข้อมูลที่เปิดเผย จะมีวงเงินรวม 73,568.6 ล้านบาท โดยรัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าเดิมในปีแรกได้ประมาณ 6,323 ล้านหน่วย

ด้านมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นส่วนประกอบในการผลิตเชื้อเพลิง และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ทั้งกองทุนพลังงาน การลดค่าการกลั่น และภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

นายเอกภพกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการไม่เกิน 30 วันสำหรับผลิตผลทางการเกษตร และไม่เกิน 45 วันสำหรับผลิตผลอื่น ๆ หรือสินค้าและบริการ โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ภายหลังมีมติดังกล่าว ภาคเอกชนรายใหญ่บางส่วนได้เริ่มดำเนินการแล้ว จากเดิมที่การวางบิลและการจ่ายเงินใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 30–90 วัน หากคำนวณจากระยะเวลาทั่วไปที่ 45 วัน จะช่วยลดระยะเวลารับเงินได้ 15 วัน โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าคาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ SMEs เพิ่มขึ้นประมาณแสนกว่าล้านบาทต่อ 15 วัน

สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจว่าจะเดินหน้าช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฝนตกหนักและหลายพื้นที่เกิดอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลาก พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ รวมถึงดำเนินการด้านประกันภัยพิบัติเพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและเข้มงวด โฆษกรัฐบาลเผยข้อสั่งการนายกฯ เดินหน้าลดภาระค่าไฟ–น้ำมัน เพิ่มสภาพคล่อง SME เร่งดูแลเกษตรกรและผู้ประสบอุทกภัย พร้อมขับเคลื่อนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยเปิดเผยข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้วิปรัฐบาลประสานหารือกับวิปของแต่ละฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับวันและระยะเวลาการอภิปราย โดยเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะกำหนดการอภิปรายในช่วงต้นเดือนธันวาคม ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้น หากจัดการอภิปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม สามารถพิจารณาใช้กรอบเวลา 4 วันได้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังให้คณะรัฐมนตรีตรวจสอบตารางการปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับกำหนดการ โดยวันและระยะเวลาที่ชัดเจนจะขึ้นอยู่กับการหารือและข้อตกลงร่วมกันระหว่างวิปของแต่ละฝ่าย

ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ณ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 2–3 พฤศจิกายน 2569 จะจัดขึ้นในช่วงเดียวกับงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 โดยจะมีการลงพื้นที่และมอบนโยบาย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการดูแลปัญหาของเกษตรกร โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงเกษตรกรในภูมิภาคอื่น ๆ

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติอีกต่อไป 

สำหรับโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ประชาชนที่ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งานคืนให้การไฟฟ้าได้ในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการภายใต้กรอบการดำเนินงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานประกอบด้วยโครงการและมาตรการสนับสนุนหลายส่วน ได้แก่ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ วงเงิน 10,785 ล้านบาท การพัฒนาระบบสมาร์ทมิเตอร์ วงเงิน 10,811.6 ล้านบาท และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อรองรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยกระทรวงแรงงานได้รับการจัดสรรวงเงิน 972 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความสามารถในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับภาคประชาชน เมื่อรวมวงเงินของโครงการและมาตรการต่าง ๆ ตามข้อมูลที่เปิดเผย จะมีวงเงินรวม 73,568.6 ล้านบาท โดยรัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าเดิมในปีแรกได้ประมาณ 6,323 ล้านหน่วย

ด้านมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นส่วนประกอบในการผลิตเชื้อเพลิง และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ทั้งกองทุนพลังงาน การลดค่าการกลั่น และภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

นายเอกภพกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการไม่เกิน 30 วันสำหรับผลิตผลทางการเกษตร และไม่เกิน 45 วันสำหรับผลิตผลอื่น ๆ หรือสินค้าและบริการ โดยจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้ ภายหลังมีมติดังกล่าว ภาคเอกชนรายใหญ่บางส่วนได้เริ่มดำเนินการแล้ว จากเดิมที่การวางบิลและการจ่ายเงินใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 30–90 วัน หากคำนวณจากระยะเวลาทั่วไปที่ 45 วัน จะช่วยลดระยะเวลารับเงินได้ 15 วัน โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าคาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ SMEs เพิ่มขึ้นประมาณแสนกว่าล้านบาทต่อ 15 วัน

สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นายกรัฐมนตรีให้ความมั่นใจว่าจะเดินหน้าช่วยเหลือและเยียวยาต่อไป โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มีฝนตกหนักและหลายพื้นที่เกิดอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลาก พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ รวมถึงดำเนินการด้านประกันภัยพิบัติเพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบและเข้มงวด ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และดำเนินการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

รัฐบาล เดินหน้าร่วมมืออาเซียน รับมือโลกร้อน

รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมืออาเซียนรับมือโลกร้อน หนุนจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่บรูไน เพิ่มโอกาสไทยเข้าถึงแหล่งทุน–เทคโนโลยี–องค์ความรู้ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ปี 2050

กรมศุลกากร ยึด ‘เนื้อสัตว์’ ไม่มีใบอนุญาตนำเข้า มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท

กรมศุลกากร ร่วมกับกรมปศุสัตว์ ตรวจยึด “เนื้อสัตว์” ไม่มีใบอนุญาตนำเข้า มูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท

นายกฯ อนุทิน แถลงเปิดตัวบทเพลง ‘รอยยิ้มของแม่’

นายกฯ อนุทิน แถลงเปิดตัวบทเพลง ‘รอยยิ้มของแม่’ ถ่ายทอดพระราชจริยวัตรอันงดงาม -น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘พระพันปีหลวง’

PEA–MEA เปิดตัว ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ หนุนติดตั้งโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือน

PEA–MEA เปิดตัว ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ หนุนติดตั้งโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือน ลดภาระค่าไฟฟ้า สนับสนุนพลังงานสะอาด