พาณิชย์ เผยใช้สิทธิ FTA กว่า 2.6 ล้านล้าน รับมือกติกาการค้าโลกใหม่

Date:

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในช่วงมกราคม – พฤศจิกายน ปี 2568 มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ารวม 82,943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 8.74% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 81.62% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA)มูลค่า 30,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิ 71.30% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ 

ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) มูลค่า 23,091.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 95.46% อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 9,290.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 72.87% อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,341.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 83.73% และอันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 5,116.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 55.63% โดยในภาพรวมสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (2) ทุเรียนสด (3) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (4) แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) และ (5) เนื้อไก่ปรุงแต่ง 

สินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ สูงในช่วงมกราคม-พฤศจิกายน ปี 2568 แบ่งเป็นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ทุเรียน (2) เนื้อไก่ปรุงแต่ง (3) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นที่บริโภคได้ของสัตว์ปีกแช่แข็ง (4) น้ำตาลที่ได้จากอ้อย (5) ผลไม้สด (เงาะ ลำไย ทับทิมสด) มูลค่ารวม 22,970.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.69% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯทั้งหมด และสินค้าอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ได้แก่  (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของ (2) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (3) แพลทินัมยังไม่ได้ขึ้นรูป (อันรอต) (4) เครื่องจักรอัตโนมัติ (5) เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง มูลค่ารวม 59,972.31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.31% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออกไทย ขณะเดียวกัน สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุคการค้าใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงด้านอาหาร สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาและต่อยอดบทบาทสู่การเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก 

นางอารดา กล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งทางการเมือง และการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว (Extreme Polarization) ส่งผลให้เกิดการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าทั้งด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และการปรับเปลี่ยนบทบาทของประเทศต่าง ๆ ในห่วงโซ่อุปทาน หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับประเทศที่มีเสถียรภาพและมาตรฐานใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานสะอาด การตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาด โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานอย่างเข้มงวด ในบริบทดังกล่าว ความตกลงการค้าเสรี ไทย–สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา และกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 จะนำมาซึ่งกติกาและระเบียบทางการค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัว ทั้งการยกระดับมาตรฐานการผลิต การปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของประเทศคู่ค้า เพื่อให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มที่และไม่เสียเปรียบ ภายใต้กติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และใช้ FTA เป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสและขยายธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“กรมฯ ยังเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั่วประเทศ ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิ FTA ตั้งแต่กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงความคืบหน้าของ FTA ฉบับใหม่ โดยในปีงบประมาณ 2569 กำหนดเป้าหมายพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,200 ราย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งที่ผ่านมา กรมฯ ได้ลงพื้นที่ จัดกิจกรรมทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 13-14 มกราคม 2569 กรมฯ ได้จัดสัมมนาที่จังหวัดปราจีนบุรี ภายใต้หัวข้อ ‘FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย’ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยกรมฯ จะเดินสายจัดสัมมนาในจังหวัดอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ กรุงเทพมหานคร เชียงราย สงขลา พระนครศรีอยุธยา ตาก จันทบุรี พิษณุโลก และชลบุรี” นางอารดากล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการจัดสัมมนาได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และ Facebook page กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือโทรสายด่วน 1385

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน เร่งเรียกเก็บเงินคืนต่อยอดกองทุน ต่อลมหายใจให้น้องๆ

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งออกกฎหมายเฉพาะ สร้างกติกาเป็นธรรม–คุมผลกระทบไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

ดีเดย์ ‘ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ 1 ตุลาคมนี้

รัฐบาล ดีเดย์ ‘ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ 1 ตุลาคมนี้ ดูแล 30 ล้านหลังคาเรือน จ่ายเสียหายทันที 1 หมื่นบาท เสียชีวิตจ่าย 2 ล้าน