
วันที่ 11 กพ. 2569 ที่ทำเนียบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่จะนั่งนายกฯควบรมว.กลาโหมหรือไม่ ว่า ขณะนี้ยังนับคะแนนไม่เสร็จเลย ยังนับได้ร้อยละ 92-93 เมื่อถามว่าการประชุมพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 12 กพ. มีวาระอะไรพิเศษหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เป็นเพียงการเชิญผู้ที่ได้ทราบผลว่าชนะอย่างไม่เป็นทางการมาหารือกันว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีข้อบกพร่องและอะไรที่ควรปรับปรุงบ้าง
เมื่อถามว่าการจับขั้วรัฐบาลจะเห็นรูปเห็นร่างในสัปดาห์นี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราตั้งใจจะไม่ดำเนินการใดๆจนกว่าทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยืนยันว่าการนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้ว 100% จึงจะดำเนินการขั้นตอนต่อไปได้ด้วยความมั่นใจ
เมื่อถามว่ามีสีพรรคที่จะจับขั้วไว้ในใจแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนอยากจะดูจำนวนสส. ของพรรคที่มีความชัดเจนก่อน แม้แต่พรรคภูมิใจไทย ตอนแรกตอนหัวค่ำวันที่ 8 ก.พ. ก็จะดีใจว่าสส. เขตจะได้ 180 แต่ไปๆมาๆ ตอนนี้เหลือ 173-174 ขณะนี้จึงยังไม่นิ่ง
เมื่อถามว่า มีสูตรการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในหัวบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้พยายามทำให้สมองปลอดโปร่งก่อน เพราะยังมีความเป็นนายกฯที่ต้องบริหารราชการแผ่นดินในช่วงนี้ จะเอาเวลาไปคิดแต่เรื่องของตัวเอง พรรคตัวเองได้กี่คนอย่างเดียวไม่ได้ เพราะยังมีสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังเกิดประปราย แต่โชคดีที่มีหน่วยงานความมั่นคงให้ความร่วมมือ และภาคพลเรือนร่วมด้วยเป็นอย่างดี จึงอยากให้ประชาชนมั่นใจว่าแม้จะเป็นช่วงการเลือกต้องแต่รัฐบาลยังไม่หยุดทำหน้าที่ให้แก่ประชาชน
เมื่อถามว่าจำนวนสส. ที่จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพคิดว่าอยู่ที่เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่าต้องค่อยๆศึกษา ตนชอบศึกษาจากข้อมูลที่ศึกษามาในอดีตว่าอะไรที่จะทำให้การทำงานราบรื่น หรืออะไร ที่จะทำให้เกิดอุปสรรคและความเสี่ยง ตนยังมีเวลาที่จะนั่งคิดจนกว่า กกต. จะประกาศ
เมื่อถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าหน้าตารัฐบาลที่จะออกมาจะดีเหมือนรัฐบาลชุดนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมีแต่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ถ้าประชาชนเชื่อว่าบุคลากรที่มีอยู่ในรัฐบาลปัจจุบันมีความสามารถเป็นที่ชื่นชมของพวกท่าน ตนจะถอยให้กลับมาแย่กว่านี้ไม่ได้ มีแต่ทำให้ดียิ่งขึ้นไป ถือเป็นความตั้งใจของตนอยู่แล้ว คะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนให้มาขนาดนี้ ตนทำอะไรเล่นๆเอาแต่ใจตัวเองไม่ได้ เพราะตนมีคะแนนเสียงเหล่านี้คอยกดหัวบ่าอยู่ ต้องตอบสนองต่อความมั่นใจและความเมตตาของประชาชน



