
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ แบงก์ชาติ และเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยนโยบาย ของ กนง. ล่าสุด 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% เป้าหมายสำคัญที่สุดคือ การแสดงความมุ่งมั่น (Commitment) ของ กนง. ต่อเป้าหมายเงินเฟ้อให้ได้ตามกรอบที่ตั้งไว้ 1-3%
ทั้งนี้ ในการตัดสินใจนโยบายการเงินแต่ละครั้ง กนง. จะพิจารณาใน 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านเสถียรภาพราคา (เงินเฟ้อ) ด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจ และด้านเสถียรภาพของระบบการเงิน
นายดอน กล่าวว่า ใน 3 ด้านนี้ มีเพียงเสถียรภาพราคาที่เป็นเป้าหมายทางการ (Official target) ของการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. โดยในแต่ละปี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและ กนง. จะมีข้อตกลงร่วมกันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 1-3% ต่อปี เป็นเป้าหมายของนโยบายการเงินสำหรับระยะปานกลาง ซึ่งที่ผ่านมา แม้เงินเฟ้อปัจจุบันจะอยู่ต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายที่ 1% แต่มองไประยะปานกลาง (2-3 ปีข้างหน้า) ประมาณการเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทำให้โดยปรกติแล้ว กนง. จะพูดถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี ในการประเมินรอบล่าสุดพบว่า อัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่จะเข้ากรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้เดิม จากที่จะกลับเข้าสู่กรอบในครึ่งแรกของปี 2570 ไปเป็นครึ่งหลังของปี 2570 ตามแนวโน้มราคาพลังงานและมาตรการช่วยค่าครองชีพของภาครัฐที่อาจจะมีเพิ่มเติม รวมถึงมีปัจจัยฉุดรั้งจากเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวต่ำ (แม้จะมีทิศทางที่ดีขึ้น)
นอกจากนี้ แม้อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation expectations) ในระยะปานกลางที่ กนง. ติดตามจะยังอยู่ในกรอบ 1-3% แต่ในระยะหลังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทำให้ กนง. มีความเป็นห่วงกับแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต
“การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ในครั้งนี้ นอกจากจะเพื่อประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำแล้ว ยังเพื่อยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ธปท. ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ควบคู่ไปกับการดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน” นายดอน กล่าว



