นายกฯ อนุทิน ให้อำนาจ ‘วันนอร์’ สั่งการแก้ชายแดนใต้

Date:

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จากนั้นเวลา 15.50น. นายอนุทิน ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อส่งนายวันมูหะมัดนอร์ ขึ้นรถเดินทางกลับ จากนั้นนายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้นายวันมูหะมัดนอร์ เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ และมีห้องทำงานในทำเนียบฯ จึงนัดเข้ามาหารือ โดยได้หารือเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับโรงเรียนตาดีกาและปอเนาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนให้ท่านช่วยสั่งการในนามของตนได้เลย สำหรับสิ่งที่ต้องสั่งการในพื้นที่ โดยจะประสานกระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายปกครอง ให้ดำเนินการสร้างความเข้าใจต้องใช้ความละมุนละม่อมไมตรีจิตมิตรภาพดำเนินการ ไม่ใช่ใช้กฎระเบียบเข้าไปตรวจสอบ ใช้อำนาจตามกฎหมายพูดคุยทำเช่นนี้ไม่ได้ ต้องใช้ความเป็นพี่น้องภารดรภาพเข้าไปแก้ปัญหา ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ ก็เห็นด้วย

เมื่อถามว่า นายวันมูหะมัดนอร์ ได้ให้คำแนะนำอะไรถึงการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้บ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า เยอะเลย และนายวันมูหะมัดนอร์ บอกว่ายังแข็งแรงพอ หากตนลงพื้นที่เมื่อไหร่ท่านจะร่วมไปกับคณะด้วย รวมไปถึงหากมีภารกิจเยือนประเทศที่เป็นมุสลิม ในภูมิภาค ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน หรือประเทศในตะวันออกกลาง ก็พร้อมจะร่วมคณะช่วยกันไปทำงานเพราะท่านมีเครือข่ายมาก ตนฟังแล้วก็ชื่นใจ เราเกรงใจท่านเรื่องความแข็งแรงซึ่งท่านบอกว่าไม่มีปัญหาท่านอยากจะไปด้วย ฟังแล้วก็รู้สึกยินดี ถ้าท่านมีใจทำให้ยิ่งทำให้ภารกิจสำเร็จได้ เมื่อถามว่านอกจากเรื่องชายแดนภาคใต้แล้ว จะให้นายวันมูหะมัดนอร์ ช่วยให้คำปรึกษาตรงไหนอีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้านายวันมูหะมัดนอร์ ช่วยคลี่คลายปัญหาชายแดนภาคใต้ได้ก็คุ้มค่าที่ได้ท่านมาเป็นที่ปรึกษาแล้ว

นายอนุทิน กล่าวว่า ยังมีการพูดคุยถึงคดียิงสส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งรับทราบร่วมกันว่าจับผู้กระทำผิดได้จะมีการขยายผลให้มากที่สุดไปถึงผู้บงการ ผู้สื่อข่าวชอบถามจะมีการตัดตอนหรือไม่ ไม่มี มันตัดตอนไม่ได้เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจทำตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีพล.ท.นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 เข้าพบในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ได้ให้กําลังใจอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านมา ทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แม่ทัพภาค 4 รองเสนาธิการทหารเรือ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาพูดคุยกันจึงเป็นมติของที่ประชุมสมช. เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา เข้าใจกันทุกอย่างไม่มีความเห็นที่ขัดแย้งกันเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างทําเพื่อความมั่นคงของประเทศ และทําเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง 

เมื่อถามถึงการตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อํานวยการสํานักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้คนใหม่ เห็นผลการทํางานอย่างไรของนายฐนัตถ์ นายกฯ กล่าวว่า คณะพูดคุยฯ ชุดเดิม หมดวาระไปกับรัฐบาลอนุทิน1 เราก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง และดูห้วงเวลา อย่างนายฐนัตถ์ ยังอยู่ราชการ ยังมีเครือข่าย มีความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานความมั่นคง ทั้งในและต่างประเทศ ตนทํางานกับท่านมา ในฐานะที่ท่านเป็นหน่วยงานในสังกัด ครึ่งปีกว่าๆตนก็เห็นว่าท่านมีความสามารถ และมีศักยภาพ และมีความรอบรู้ มีข้อมูลเชิงลึกต่างๆมากมาย ก็คิดว่าท่านน่าจะมาเป็นผู้เจรจา ในรัฐบาลยุคหนู 2 

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าคณะพูดคุยชุดนี้จะพาไปสู่สันติภาพได้ นายกฯ กล่าวว่า ต้องมั่นใจเพราะทั้งหมดมาจากนโยบายของรัฐบาล เขานํานโยบายของรัฐบาลไปเจรจา ตามแนวทางที่รัฐบาลได้ให้ไว้ 

‘วันนอร์ ย้ำ แก้ไฟใต้ต้องร่วมมือทุกฝ่าย

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนเข้าพบนายกรัฐมนตรีว่า ตนมาเข้าพบนายกฯ เพื่อรายงานตัว และรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี รวมถึงจะขอบคุณที่ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะใช้ประสบการณ์มาให้คำปรึกษา เพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่อย่างไร นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่ตนคนเดียว ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ สส.ในพื้นที่ รวมถึงทุกหน่วยงาน ฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะ ศอ.บต. ซึ่งตนมีหน้าที่ช่วยพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ หากยังไม่สงบหรือไม่มีความปลอดภัยการพัฒนาจะยาก ใครจะไปลงทุนหรือท่องเที่ยว ซึ่งเราจะต้องปฏิบัติตามพระราชปณิธานและพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 และนายกฯ ได้เน้นย้ำว่า จะต้องปฏิบัติตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งไว้ คือต้องเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้

เมื่อถามว่า ที่ประชุม สมช.จะดึงประเทศมาเลเซีย มาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า มาเลเซียก็เป็นเพื่อนบ้านและไม่ค่อยมีปัญหา เขาพร้อมจะให้ความร่วมมือ หากเราขอช่วยเหลือ สิ่งที่เขาปรารภมาอย่างหนึ่ง ซึ่งนายกฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ และเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลคือ การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ระบาดไปทั่ว และกำลังจะขยายตัวไปประเทศมาเลเซีย จึงอยากให้มีความมั่นใจว่า จะไม่ให้ยาเสพติดไหลไปสู่ประเทศมาเลเซีย เพราะจะเป็นปัญหาของประเทศเขาต่อไป ตนคิดว่า ปัญหาที่สำคัญของรัฐบาลนี้คือ ต้องแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ได้ เพราะทำลายทั้งประชาชนและเศรษฐกิจ ส่งผลถึงความไม่เชื่อมั่นของประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย

สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข ดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงผลการประชุม สมช. ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานว่า ในเรื่องการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชุมให้ความเห็นชอบเรื่องสำคัญ 5 เรื่อง ดังนี้ 1.การบริหารจัดการเรื่องการศึกษา ได้มอบหมายกระทรวงศึกษาธิการไปดูแลรายละเอียดและจัดระบบการบริหารจัดการใหม่ทั้งระดับโครงสร้างระดับวัฒนธรรมและระดับบุคคลที่จะดูแลเรื่องโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสม และเข้าไปประสานงานเพื่อจัดระบบต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยมอบให้กระทรวงศึกษาธิการและรับผิดชอบ 2.ที่ประชุมให้ความเห็นชอบการเพิ่มประสิทธิภาพอาสาสมัครของกระทรวงมหาดไทยเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ระบบปกติในอนาคตตามที่กระทรวงมหาดไทยจะนำเสนอต่อไป เพื่อใช้ในการอบรมและเตรียมความพร้อมต่างๆ รองรับเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติปกติ มีการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนซึ่งเป็นในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะมาเสนอต่อไป เพื่อใช้อบรมและเตรียมความพร้อมต่างๆ รองรับสถานการณ์ในอนาคตเมื่อเข้าสู่สภาวะปกติ

นายฉัตรชัย กล่าวว่า 3.ความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่า มาเลเซียมีส่วนสำคัญสนับสนุนในการแก้ปัญหา จะมีการโน้มน้าวชักชวนให้มาเลเซียมาร่วมพัฒนาพื้นที่และมีผลประโยชน์ในพื้นที่เศรษฐกิจ จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการประสานงานเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องของกลุ่มคนที่กระทำผิดต่างๆ จะมีมาตรการร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้น รวมทั้งเรื่องของการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับมาเลเซีย การร่วมมือการจัดการชายแดน และดูช่องทางต่างๆ ในการควบคุมการเข้าออกของบุคคลให้เกิดความเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนย้ายอาวุธที่จะเข้ามาก่อความไม่สงบในพื้นที่ จะมีการร่วมมือกับมาเลเซียมากขึ้น ส่วนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากการพูดคุยกับมาเลเซียแล้วเรายังให้ความสำคัญกับการพูดคุยภายในประเทศไปพร้อมกัน เพื่อทำให้สองส่วนมีความเชื่อมโยกัน นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ครบทั้งระบบ และจะมีการเชื่อมโยงการทำงานใกล้ชิดกับมาเลเซีย

เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า 4.ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ มี สมช.เป็นฝ่ายเลขานุการ สนับสนุนกระบวนการพูดคุย นอกจากที่ ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เพื่อสานต่อการดำเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้มีการกำหนดตัวบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นตัวแทนรัฐบาลประสานเชื่อมโยง ให้คำแนะนำ ชี้เป้าหมาย สนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆโดยมีรูปแบบที่กระชับ ไม่ซ้ำซ้อนกับภาระของหน่วยงานปกติที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนเฉพาะเรื่องสำคัญเท่านั้น และ5.ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา สมช. คณะที่ปรึกษาฯดังกล่าว ประกอบด้วย ข้าราชการฝ่ายประจำ นักวิชาการ บุคคลที่มีความรู้และมีประสบการณ์ด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง จำนวน 7 ด้าน แต่ละด้านจะมีประมาณ 4-5 คน รวมแล้วเกือบ 30 คน ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกันทำงานให้กับ สมช.ในระยะต่อไป 

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สมช. เปิดเผยว่า ในที่ประชุม สมช.ไม่ได้พูดถึงกรณีจับมือยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ 

เมื่อถามว่า จะมีการนำมติที่ประชุม สมช.เรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไหร่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่ได้กำหนดวันเวลา เพียงแต่เห็นชอบเรื่องกระบวนการยกเลิก ซึ่งกระทรวงต่างประเทศจะไปดำเนินการและประสานกับฝ่ายต่างๆ รวมไปถึงกัมพูชา เพราะมีกระบวนการทำงานอยู่ระดับหนึ่ง และให้ดำเนินการตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ทั้งกระบวนการประสานงาน การแจ้งกับหน่วยงานและประเทศภาคีที่เกี่ยวข้อง และกลับมาใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แทน

‘อภิสิทธิ์’ ชำแหละแผนดับไฟใต้ รบ.อนุทิน

ที่รัฐสภา 23 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างนโยบายการบริหารราชการและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568-2570 โดยตั้งคำถามถึงความจริงใจและประสิทธิภาพของรัฐบาล หลังพบเนื้อหานโยบายแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากฉบับเดิม ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่กลับทวีเพิ่มมากขึ้นสวนทางกับตัวชี้วัดที่ตั้งเป้าให้เหตุการณ์สงบภายในปีหน้า

นายอภิสิทธิ์ เริ่มต้นอภิปรายโดยย้ำถึงความสำคัญของปัญหาที่ยืดเยื้อกว่า 20 ปี มีเหตุความรุนแรงกว่า 2 หมื่นครั้ง และยอดผู้เสียชีวิตขยับเข้าใกล้ 8 พันชีวิต โดยแสดงความกังวลว่ารัฐบาลปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยเกินไป

นายอภิสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายฉบับปี 68-70 นี้ หากเปิดอ่านโดยไม่ดูชื่อฉบับ จะไม่ทราบเลยว่ามีความแตกต่างจากฉบับปี 65-67 อย่างไร เพราะเกือบทุกข้อเหมือนเดิม เพียงแค่สลับหมวดหมู่เท่านั้น โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่ระบุว่าเหตุการณ์จะสงบลงภายในปีหน้า

นายอภิสิทธิ์ ระบุพร้อมกางตัวเลขจาก Deep South Watch ที่ชี้ชัดว่า หลังปี 2560 ที่สถานการณ์ดูเหมือนดีขึ้นนั้นเป็นผลจากวิกฤตโควิด แต่หลังจากนั้นเหตุความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้นจาก 400 ปลายๆ มาเป็น 600 ต้นๆ และยอดเสียชีวิตยังคงอยู่ในหลักร้อย “การจัดทำนโยบายที่แทบจะซ้ำกับหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่สถานการณ์ยังไม่มีตัวบ่งชี้ว่าดีขึ้น มีเหตุผลอะไรรองรับ”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ริเริ่มกระบวนการพูดคุยแบบไม่เปิดเผยเพื่อวางรากฐาน โดยใช้พลเรือนเป็นหัวหน้าคณะเพื่อสร้างความไว้วางใจ แต่ปัจจุบันรัฐบาลกลับมอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองเป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ซึ่งตนกังวลว่าจะทำลายความเชื่อมั่น

ความกังวลของผู้ที่เข้ามาเจรจา สิ่งที่เขากังวลที่สุดก็คือ ถ้าฝ่ายรัฐไปเจรจาเพื่อหาข่าว เขาจะไม่เชื่อมั่นว่าจะมาหาคำตอบอย่างแท้จริง

“ผมกราบเรียนว่าถ้าเรามองกันยาวๆ และเราฟังต้นเหตุทั้งในเชิงประวัติศาสตร์เงื่อนไขที่ถูกซ้ำเติมมากขึ้นในหลายสถานการณ์มาจนถึงวันนี้ เราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับว่าถึงที่สุดแล้วหัวใจของการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้คือการหาคำตอบทางการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

พร้อมกับได้เปรียบเทียบถ้อยคำในนโยบายว่าฉบับเดิม ที่เคยยกให้การพูดคุยเป็น “วาระแห่งชาติ” แต่ฉบับนี้หายไป และการพูดถึงการกระจายอำนาจในฉบับนี้ก็ดูจะลดระดับความสำคัญลงไปมาก เป้าหมายสุดท้ายไม่ควรจะเป็นแค่ว่าเหตุการณ์เป็นศูนย์ เพราะเหตุการณ์เป็นศูนย์อาจจะเกิดจากการกดทับก็ได้ แต่เป้าหมายที่เราต้องการคือพื้นที่ที่คนต่างวัฒนธรรม เชื้อชาติ อยู่ในประเทศไทยได้อย่างกลมกลืน

“มีอะไรให้ท่านเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำมาสามปีแล้วเหตุรุนแรงเพิ่มขึ้นจะสามารถแก้ปัญหาให้เหตุการณ์นี้สงบลงได้ภายในปีหน้า และถ้าท่านเชื่อว่าสุดท้ายเราต้องการคำตอบทางการเมือง ท่านจะจริงจังกับกระบวนการเรื่องของการกระจายอำนาจและสร้างความเข้าใจให้กับคนทั้งในและนอกพื้นที่อย่างไรครับ” นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

‘ชวน หลีกภัย’ ย้อนรอยนโยบายดับไฟใต้ที่ผิดพลาด เตือนรัฐบาลอย่าซ้ำรอย

23 เมษายน 2569 – นายชวน หลีกภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมอภิปรายในวาระรับทราบร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2568-2570 โดยก่อนที่จะเริ่มอภิปราย นายชวน ได้ขอให้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอธิบายกรอบแนวคิดและความเชื่อมโยงของนโยบายอันเป็นพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ก่อนที่จะเริ่มอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว เกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2544 ส่งผลให้เกิดการก่อความไม่สงบอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นายชวน ระบุว่า การก่อตัวของความรุนแรงในห้วงปี 2547 เป็นเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส มีคนร้ายยิงเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 4 นาย ได้ปืนไป 413 กระบอก ขณะที่นโยบาย 8 เมษายน 2544 เป็นนโยบายแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยวิธี “เก็บซะ เดือนละ 10 คน 2 เดือนก็หมด” ในที่สุดกลุ่มมุสลิมก็ก่อตัวขึ้นมาใหม่ในชื่อ RKK และใช้เวลาอยู่ 3 ปี จนถึงวันที่ 4 มกราคม 2547 จึงเกิดการปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง และปืนเหล่านั้นยังใช้ยิงประชาชนยิงเจ้าหน้าที่อยู่จนถึงทุกวันนี้ รวมไปถึงการยกเลิก ศอ.บต. ที่ตั้งไว้ในสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ การยกเลิกหน่วยความมั่นคง พตท. 43 ทำให้มองไม่เห็นปัญหา และเกิดเหตุร้ายมากขึ้นโดยลำดับ จนในที่สุดไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รัฐบาลขณะนั้นจึงต้องเข้าเฝ้าในหลวง รัชกาลที่ 9 เพื่อถวายแนวทางแก้ปัญหา ดังนั้น “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” จึงเป็นเรื่องเจาะจงที่พระราชทานที่หัวหิน และคนที่รู้เรื่องนี้มีสองคน คนหนึ่งอยู่ที่เรือนจำ อีกคนหนึ่งคือ ดร.วิษณุ เครืองาม ถ้าเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้การแก้ปัญหาก็จะชัดขึ้น

“ความรุนแรงในภาคใต้ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ หรือโรคระบาด แต่เกิดจาก นโยบายที่ผิดพลาดในวันที่ 8 เมษายน 2544 ที่เชื่อว่าสามารถจัดการกับกลุ่มก่อความไม่สงบได้ด้วยการจัดการเดือนละ 10 คน ซึ่งในความเป็นจริง กลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง” นายชวน กล่าว 

พร้อมกับได้ตั้งคำถามต่อรัฐบาลและสภาความมั่นคงว่า ถ้าเราไม่ใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น แล้วเราจะใช้อะไร ถ้าเราใช้แนวทางนอกกฎหมาย หรือการเจรจาที่ไม่ชัดเจน ความรุนแรงจะยิ่งเพิ่มขึ้น แล้วใครจะรับผิดชอบ นายชวนยังย้ำว่า รัฐบาลต้องไม่หลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายที่เข้มงวดในพื้นที่ แต่ต้องใช้กฎหมายอย่างมีเหตุผล ควบคู่กับการเข้าใจความต้องการของประชาชน และพัฒนาอย่างยั่งยืนแต่ไม่ใช่การพัฒนาอย่างผิวเผิน

นอกจากนี้นายชวน ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดสตูลด้วย ซึ่งตามนิยามของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ขณะที่จังหวัดสตูลมักถูกละเลยในแผนพัฒนา แม้จะมีเหตุการณ์น้อย แต่ก็มีความต้องการพื้นฐาน เช่น ถนนเชื่อมระหว่างมะนังกับตัวจังหวัด หรือถนนสี่ช่องจราจรจากสตูลไปตรัง ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนามานานกว่า 20 ปี เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการมองข้ามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ที่อาจนำไปสู่ความไม่พอใจในอนาคต

“ผมขอกราบเรียนท่านเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า อย่ามองข้ามจังหวัดสตูล อย่ามองว่าสงบแล้วจึงไม่ต้องพัฒนา เพราะความสงบไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากความเงียบ แต่เกิดจากความเข้าใจและโอกาสที่เท่าเทียม” นายชวน กล่าว

การอภิปรายของนายชวน หลีกภัย ในวันนี้ ได้สะท้อนความจริงใจต่อปัญหาภาคใต้ ทั้งยังเป็นการเตือนสติให้รัฐบาลตระหนักว่า ความสงบในพื้นที่หมายถึงการมีโอกาสที่เท่าเทียม การเข้าใจวัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งต้องเริ่มต้นจาก การยอมรับความจริง และการใช้กฎหมายอย่างมีเหตุผล

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

SAM เดินหน้า Social AMC เต็มตัว เดินสายโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’

SAM เดินหน้า Social AMC เต็มตัว เดินสายโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยลูกหนี้เสียรายย่อย ปลดภาระหนี้ กลับเข้าสู่ระบบการเงิน และเริ่มต้นวางแผนชีวิตทางการเงินได้อย่างยั่งยืน

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน เร่งเรียกเก็บเงินคืนต่อยอดกองทุน ต่อลมหายใจให้น้องๆ

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งออกกฎหมายเฉพาะ สร้างกติกาเป็นธรรม–คุมผลกระทบไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ