‘สันติธาร’ ประชุมคณะมนตรี OECD เร่งไทยเข้าเป็นสมาชิก

Date:

นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ได้เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ในระดับรัฐมนตรี (The Meeting of the OECD Council at Ministerial Level: MCM) ประจำปี 2569 (การประชุมฯ) รวมถึงได้หารือทวิภาคีร่วมกับสาธารณรัฐลิทัวเนีย สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย และผู้บริหารระดับสูงของ OECD ระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 2569 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส 

การประชุมฯ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Getting Industrial Policies Right for Open Markets, Growth and Prosperity” เพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรมที่จะส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเพิ่มผลิตภาพ และการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก โดย OECD มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศสมาชิกและหุ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งการเข้าร่วมการประชุมฯ ครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทั้งในฐานะประเทศที่กำลังเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และในฐานะประเทศขนาดกลางที่ต้องปรับตัวต่อโลกที่มีความผันผวนสูงขึ้น โดยกระทรวงการคลังได้ใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอแนวทาง “4T” ในการใช้นโยบายการคลังอย่างมีวินัย เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างอุตสาหกรรมสีเขียวใหม่ของประเทศ พร้อมกับหารือทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ OECD ประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศพันธมิตรนอกภูมิภาค เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ ๆ โดยสรุปความสำเร็จที่สำคัญ ดังนี้

1. บทบาทของไทยใน OECD

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังได้เป็นผู้แทนประเทศไทยนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทย ในที่ประชุมหัวข้อ “Fiscal Sustainability and Industrial Policy” โดยชี้ว่าประเทศไทยกำลังใช้ความท้าทายด้านพลังงานเป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างอุตสาหกรรมสีเขียวไปพร้อมกัน ซึ่งประเทศไทยจะจัดการกับความท้าทายดังกล่าวโดยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรองรับวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน และฟื้นฟูฐานะทางการคลัง พร้อมนำเสนอแนวทางการดำเนินนโยบายการคลังภายใต้ยุทธศาสตร์ “4T” ได้แก่ (1) การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน (Target) (2) การเร่งการเปลี่ยนผ่าน (Transition) (3) การยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการผลิต (Transform) และ (4) การส่งเสริมความโปร่งใสและธรรมาภิบาล (Transparency) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว โดยแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้เข้าร่วมประชุม 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการออกแบบและดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมให้มีความยั่งยืนทางการคลัง โดยมุ่งรับมือกับแรงกดดันด้านรายจ่ายภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มผลิตภาพ และการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะในภาวะที่โลกเผชิญกับความเสี่ยงที่เกี่ยวกับความมั่นคง (Security Risk) ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นต้น 

2. การเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD

ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังได้มีโอกาสหารือทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของ OECD ในหลายสาขา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและตอกย้ำเจตนารมณ์ของไทยที่จะเดินหน้าการเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมยืนยันว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เสริมสร้างธรรมาภิบาล ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแล การจัดเก็บข้อมูล และความโปร่งใสของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อีกทั้งสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของไทยในระยะยาว ได้แก่

2.1 นาย Nicolas Pinaud ตำแหน่ง Deputy Director of the Directorate for Financial Enterprise Affairs ของ OECD โดย OECD แสดงความพร้อมในการสนับสนุนประเทศไทยอย่างใกล้ชิดในประเด็นสำคัญ อาทิ 

การพัฒนาตลาดการเงิน การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ การส่งเสริมการลงทุน และการต่อต้านการทุจริต ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความมุ่งมั่นในการดำเนินกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 

2.2 นาง Manal Corwin ตำแหน่ง Director of the Centre for Tax Policy and Administration ของ OECD โดยมุ่งเน้นให้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นเครื่องมือเร่งการปฏิรูปประเทศควบคู่กับการพัฒนานโยบายภาษีที่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการหารายได้ของรัฐ การส่งเสริมการลงทุนที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลดอุปสรรคทางกฎระเบียบ และการยกระดับระบบภาษีดิจิทัล ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

2.3 นาย Stefano Scarpetta ตำแหน่ง Chief Economist ของ OECD โดยได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและความท้าทายสำคัญที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ 

การยกระดับผลิตภาพ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการพัฒนาระบบสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ OECD ได้ชื่นชมความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศไทยในการจัดทำรายงาน Thailand Economic Survey ปี 2568 และยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยอย่างต่อเนื่อง

3. การส่งเสริมความร่วมมือภายในอาเซียน

ประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือกับประเทศสำคัญในอาเซียนให้แน่นแฟ้นขึ้น เพื่อรับมือโลกที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูงขึ้น โดยเฉพาะในมิติใหม่ ๆ เช่น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร การเงินดิจิทัล และบทบาทของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลก รวมถึงการเชื่อมโยงกับการที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 โดยได้หารือกับผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกอาเซียน ดังนี้

3.1 นาง Grace Fu ตำแหน่ง Minister for Sustainability and the Environment and Minister-in-charge of Trade Relations สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและส่งเสริมความร่วมมือด้านการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ พลังงานสะอาด การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน การส่งเสริมการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือแนวทางความร่วมมือด้านระบบการชำระเงินดิจิทัล การอำนวยความสะดวกทางการค้า และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นที่จะผลักดันความร่วมมือไทย–สิงคโปร์ และความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียนให้มีความต่อเนื่อง เป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน ในโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group ในเดือนตุลาคม 2569 ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์จะทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนในปี 2570 และประเทศไทยจะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพอาเซียนในปีถัดไป โดยเน้นบทบาทของประเทศขนาดกลาง (Middle Powers) และความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคในการรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

3.2 นาย Juda Agung ตำแหน่ง Deputy Minister of Finance สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียในฐานะประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศเห็นพ้องว่า ควรผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร การลงทุน และการเงินดิจิทัล เพื่อเสริมบทบาทของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลกต่อไป รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนแนวคิดการนำเสนอวาระสำคัญของภูมิภาคอาเซียนในช่วงที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (Word Bank Group) ในเดือนตุลาคม 2569 อีกด้วย 

4. การแสวงหาพันธมิตรใหม่

ท่ามกลางโลกที่มีความไม่แน่นอนสูงและความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ไทยจำเป็นต้องแสวงหาพันธมิตรด้านการค้าและการลงทุนใหม่ โดยในโอกาสการเข้าร่วมการประชุมฯ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังได้พบกับนาย Paulius Petrauskas ตำแหน่ง Vice Minister of the Economy and Innovation สาธารณรัฐลิทัวเนีย และได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งฝ่ายลิทัวเนียได้นำเสนอศักยภาพของประเทศในฐานะศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสีเขียวของยุโรป และแสดงความสนใจที่จะเพิ่มการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ขณะที่ฝ่ายไทยได้แลกเปลี่ยนแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรม การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าประเทศไทยและลิทัวเนียมีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรปในอนาคต

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน เร่งเรียกเก็บเงินคืนต่อยอดกองทุน ต่อลมหายใจให้น้องๆ

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งออกกฎหมายเฉพาะ สร้างกติกาเป็นธรรม–คุมผลกระทบไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

ดีเดย์ ‘ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ 1 ตุลาคมนี้

รัฐบาล ดีเดย์ ‘ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ 1 ตุลาคมนี้ ดูแล 30 ล้านหลังคาเรือน จ่ายเสียหายทันที 1 หมื่นบาท เสียชีวิตจ่าย 2 ล้าน