นายกฯ อนุทิน หารือปธน.เวียดนาม ต่อยอดวิสัยทัศน์ “จับมือและเติบโตไปด้วยกัน”

Date:

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. ที่ห้อง Stateroom ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม (Tonkin Palace) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม (H.E. Mr. To Lam) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเวียดนามเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้ 1. ไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศประธานาธิบดีเวียดนามกล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นระหว่างการเยือนประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งประชาชนไทยและเวียดนาม พร้อมแสดงความยินดีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ ซึ่งมีความหมายสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีเวียดนามที่ให้เกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน พร้อมกล่าวด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองว่าตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นคนตรงต่อเวลามากขึ้น เพราะใช้นาฬิกาที่ประธานาธิบดีเวียดนามมอบให้ระหว่างการเยือนไทย อีกทั้งย้ำว่าการหารือที่กรุงเทพฯ ก่อให้เกิดความร่วมมือทางธุรกิจจำนวนมาก และประชาชนไทยต่างชื่นชมประธานาธิบดีเวียดนามและภริยาอย่างกว้างขวาง โดยการเดินทางเยือนครั้งนี้มีรัฐมนตรีร่วมคณะถึง 9 คน รวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ เพื่อสะท้อนความตั้งใจของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับเวียดนามในทุกมิติ

2. เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกันทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย–เวียดนาม โดยประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศพบปะหารือกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีร่วมไทย–เวียดนาม (JCR) พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัวถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้

4. เสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย ประธานาธิบดีเวียดนามเสนอให้มีการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับกองทัพ หน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานทางทะเล รวมถึงการพิจารณาจัดทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน และการแก้ไขปัญหาผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีระบุการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพร่วมเดินทางเยือนเวียดนามครั้งนี้ สะท้อนถึงความจริงจังของไทยในการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง พร้อมเสนอจัดตั้งกลไกหารือ 2+2 ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ไทยยืนยันว่าจะไม่อนุญาตให้มีการใช้ดินแดนไทยเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านประเทศมิตร และพร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ รวมทั้งสนับสนุนการจัดประชุมคณะทำงานร่วมในประเด็นดังกล่าวโดยเร็ว

5. ดูแลและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนาม นายกรัฐมนตรีได้สะท้อนข้อห่วงกังวลของภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะประเด็นการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและคับใช้กฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกรณีที่บางบริษัทอยู่ระหว่างรอการชำระเงินตามสัญญา ขณะที่ประธานาธิบดีเวียดนามยืนยันว่ารัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทย ซึ่งล้วนเป็นบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเวียดนาม พร้อมย้ำว่าจะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลัง และได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้รับฟังและเร่งแก้ไขปัญหาของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด

6. สานต่อสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย–เวียดนาม ไทยยังพร้อมสนับสนุนนกกระเรียนจำนวน 12 ตัวให้แก่เวียดนามภายในปีนี้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ ความร่วมมือด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมจับมือและเติบโตไปด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม

นายกฯ อนุทิน  ร่วมงาน Thailand–Viet Nam Investment and Business เดินหน้าสร้างโอกาสธุรกิจ

วันที่ 9 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้อง Junior Ballroom โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงาน Thailand–Viet Nam Investment and Business Networking 2026 ซึ่งจัดโดย BOI โดยมีผู้แทนภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและเวียดนามไม่ควรมองกันเพียงในฐานะคู่ค้าแต่ควรก้าวสู่การเป็น หุ้นส่วนแห่งอนาคตที่ร่วมกันสร้างห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของทั้งสองประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี และพลังงาน

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เวียดนามมีจุดแข็งด้านการผลิตเพื่อการส่งออก บุคลากรด้านดิจิทัล และเครือข่ายการค้าเสรี ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศทางธุรกิจ หากนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาผสานกัน จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มการลงทุน สร้างงาน และขยายตลาดให้ผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้งสองรัฐบาลจึงผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาสำคัญ ได้แก่ ดิจิทัลและ AI เซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์และการผลิตสมัยใหม่ พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว นิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สร้างรายได้และการจ้างงานคุณภาพ

พร้อมกันนี้ ไทยและเวียดนามยังเดินหน้ากรอบความร่วมมือ “Three Connects” หรือ 3 การเชื่อมโยงสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และการเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงาน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนภาคเอกชนอย่างเต็มที่ ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโต เพื่อให้ภาคธุรกิจใช้ศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ซึ่งความสำเร็จของเวียดนามไม่ใช่การแข่งขันที่ไทยต้องกังวล แต่เป็นโอกาสที่ทั้งสองประเทศจะเติบโตไปด้วยกัน เพราะเมื่อไทยและเวียดนามร่วมมือกันมากขึ้น จะช่วยสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอาเซียนในเวทีโลก

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ผู้นำทั้งสองประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับยุทธศาสตร์ Three Connects ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมระบุว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปฏิวัติเทคโนโลยี AI ซึ่งล้วนเป็นโอกาสให้ไทยและเวียดนามสร้างความร่วมมือเชิงลึกมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยพร้อมผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัลและเซมิคอนดักเตอร์ อาหารและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวียดนามให้แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้เร็วที่สุด

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เวียดนามเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับต้น ๆ ของไทยในอาเซียน โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไทยและเวียดนามจำเป็นต้องร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส ผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล และการต่อยอดอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกันในระยะยาว

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

SAM เดินหน้า Social AMC เต็มตัว เดินสายโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’

SAM เดินหน้า Social AMC เต็มตัว เดินสายโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยลูกหนี้เสียรายย่อย ปลดภาระหนี้ กลับเข้าสู่ระบบการเงิน และเริ่มต้นวางแผนชีวิตทางการเงินได้อย่างยั่งยืน

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน เร่งเรียกเก็บเงินคืนต่อยอดกองทุน ต่อลมหายใจให้น้องๆ

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งออกกฎหมายเฉพาะ สร้างกติกาเป็นธรรม–คุมผลกระทบไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ