งบประมาณไทย รวยไม่ไหว หรือกำลังจะถังแตก

Date:

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนา “สาระ…แน่ กับ รปศ. จุฬาฯ (Public Matters) ภายใต้หัวข้องบประมาณไทย รวยไม่ไหว หรือกำลังจะถังแตก เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ Singhdam Space อาคารเกษม อุทยานิน (รัฐศาสตร์ 60 ปี) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Facebook Live: คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ) โดยการเสวนาครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคุณ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ หัวหน้าประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

ประเด็นสำคัญของเวทีเสวนาในครั้งนี้ คือการให้ความเห็นต่องบประมาณในปีงบประมาณ 2570 มีวงเงิน 3,788,000 ล้านบาท งบขาดดุล 788,000 ล้านบาท (ร้อยละ 3.8 ของ GDP) มีรายจ่าย ชำระคืนต้นเงินกู้พุ่งแตะ 151,200 ล้านบาท รวมภาระดอกเบี้ย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 294,303 ล้านบาท คิดรวมทั้งสิ้นเป็นร้อยละ 11.8 ของวงเงินงบประมาณ และความคิดเห็นต่อการจัดการการคลังของประเทศที่มีแนวโน้มเป็นที่กังวลต่อเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ

วิทยากรทั้งสองท่านชี้ตรงกันว่า ระบบการคลังไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากรายได้ภาครัฐที่เติบโตไม่ทันรายจ่าย ขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำและความสามารถในการจัดเก็บภาษีมีข้อจำกัดมากขึ้น สวนทางกับรายจ่ายประจำและภาระผูกพันของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีภาระทางการคลังที่อยู่นอกระบบงบประมาณและ อาจไม่ปรากฏอยู่ในตัวเลขหนี้สาธารณะทั้งหมด ส่งผลให้ตัวเลขทางการคลังที่ปรากฏอาจไม่สะท้อนภาระที่แท้จริงของประเทศ ปัญหาที่ได้ระบุไว้ ในข้างต้นจึงไม่ใช่เพียงข้อจำกัดของงบประมาณในแต่ละปี หากแต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขในระยะยาว

ด้านคุณกรณ์ ให้ความเห็นว่า งบประมาณของประเทศในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการสร้างการพัฒนาและโอกาสใหม่ ๆ เนื่องจากสัดส่วนงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ และภาระตามกฎหมาย ขณะที่งบลงทุนที่สามารถนำไปสู่การลงทุนและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจมีสัดส่วนจำกัด ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวในระดับต่ำ ทำให้ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างภาษีของไทยยังพึ่งพารายได้จากการทำงานและการบริโภคเป็นหลัก ขณะที่การจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งและทรัพย์สินยังอยู่ในระดับต่ำ จึงเกิดคำถามสำคัญว่า งบประมาณในแต่ละปีจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้มากน้อยเพียงใด

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของระบบการคลังที่มีความซับซ้อนมากกว่าตัวเลขที่ปรากฏในงบประมาณ โดยเฉพาะการคลังนอกระบบงบประมาณ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภาระผูกพันของภาครัฐที่อาจไม่ได้สะท้อนอยู่ในตัวเลขหนี้สาธารณะทั้งหมด ขณะเดียวกัน ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐยังเผชิญปัญหาจากทั้งประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บ การหลีกเลี่ยงภาษี ช่องโหว่ทางกฎหมาย และสิทธิประโยชน์ทางภาษีจำนวนมาก สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รายจ่ายของรัฐมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่ารายได้ และอาจนำไปสู่ข้อจำกัดทางการคลังที่รุนแรงขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นต้องทบทวนระบบการคลังทั้งในด้านรายได้ รายจ่าย และการบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นระบบ

สำหรับแนวทางแก้ไข คุณกรณ์เสนอว่าการแก้ไขปัญหาควรเริ่มจากการ “ปลดล็อกกับดักทางกฎหมาย” ที่เป็นข้อจำกัดของระบบงบประมาณ โดยเฉพาะกฎหมายที่กำหนดกรอบการขาดดุลและการจัดสรรงบลงทุน ซึ่งอาจทำให้การบริหารงบประมาณไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันควรลดการรั่วไหลของเงินภาษีและจัดสรรทรัพยากรไปสู่สวัสดิการประชาชนอย่างเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างสมดุลระหว่างสวัสดิการของข้าราชการกับสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล ของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทบทวนกลไกการกู้เงินของภาครัฐ โดยมองว่าการกู้เงินภายใต้ระบบงบประมาณที่สามารถตรวจสอบได้ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเปิดช่องให้มีการกู้เงินนอกระบบผ่านพระราชกำหนด ซึ่งยากต่อการติดตามภาระทางการคลังที่แท้จริง ทั้งนี้ การปรับกติกาดังกล่าวควรดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับประสิทธิภาพขององค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบ เพื่อป้องกันการใช้จ่ายและการกู้เงินของรัฐโดยขาดความรับผิดชอบ

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ เสนอว่าการแก้ไขปัญหาการคลังจำเป็นต้องดำเนินการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้นควรเร่งลดการรั่วไหลและควบคุมรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้ระบบการคลังเข้าสู่วงจรที่รายจ่ายเติบโตเร็วกว่ารายได้ ขณะเดียวกัน การลงทุนภาครัฐยังมีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ แต่ควรเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ภารกิจของรัฐ และสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ไม่ใช่การดำเนินนโยบายในลักษณะประชานิยม สำหรับการแก้ไขในเชิงระบบ ควรปฏิรูประบบราชการให้ภาครัฐมุ่งทำภารกิจที่จำเป็น ลดหน่วยงานและรายจ่ายที่ไม่จำเป็น รวมถึงเพิ่มความเข้มแข็งของระบบตรวจสอบและถ่วงดุล โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติให้สามารถเข้าถึงข้อมูล วิเคราะห์ และตรวจสอบการจัดทำงบประมาณของฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งควรจัดลำดับความสำคัญของโครงการ โดยหากรัฐบาลต้องการเพิ่มรายจ่ายใหม่ ควรพิจารณาปรับลดรายจ่ายเดิมที่ไม่จำเป็น และให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถสร้างรายได้หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย

ข้อเสนอของวิทยากรทั้งสองท่านจึงสะท้อนร่วมกันว่า การแก้ปัญหาการคลังไทยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่ายในระยะสั้น แต่จำเป็นต้องทบทวนกติกาและโครงสร้างการคลังทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดเก็บรายได้ การขยายฐานภาษีรายได้จากภาษีที่ดิน ภาษีจากฐานความมั่งคั่ง ภาษีจากฐานสิ่งแวดล้อม และภาษีจากเศรษฐกิจดิจิทัล การจัดสรรงบประมาณ การลงทุน การก่อหนี้ ไปจนถึงระบบตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อให้การใช้จ่ายของภาครัฐมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาวได้

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

กสิกรไทยเดินหน้าเสริมแกร่ง ต่อยอดผู้นำธุรกิจหลัก เติบโตอย่างมีคุณภาพ 

กสิกรไทย เดินหน้าเสริมแกร่ง ต่อยอดผู้นำธุรกิจหลัก เติบโตอย่างมีคุณภาพ ร่วมสร้างอนาคตไปด้วยกัน

นายกฯ อนุทิน จ่อทวงสัญญา ‘ทรัมป์’ พิจารณาภาษีกรณีพิเศษ

นายกฯ อนุทิน จ่อทวงสัญญา ‘ทรัมป์’ พิจารณาภาษีกรณีพิเศษในเวที “อาเซียนซัมมิท-เอเปก“ หลังไทยทำตามเงื่อนไข “ถอนทหาร-สันติภาพ -กำจัดทุ่นระเบิด“ไทย-กัมพูชา”

คลัง หนุนโซลาร์ประชาชน แจงโมเดลเสียค่าไฟเดือนละ 4,000 บาท ไม่ควรพลาด

คลัง-แบงก์รัฐ หนุนโซลาร์ประชาชน แนะคนเสียค่าไฟเดือนละ 4,000 บาท ไม่ควรพลาด แจงผู้รับเหมามีต้นทุนค้ำประกัน 350 บาทเท่านั้น

นายกฯ อนุทิน ต่อยอดผลหารือ Google ที่นิวยอร์ก

นายกฯ อนุทิน ต่อยอดผลหารือ Google ที่นิวยอร์ก เดินหน้าความร่วมมือการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์อย่างยั่งยืน พร้อมพัฒนาทักษะ AI ให้คนไทยทุกกลุ่ม