
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ กำหนดให้การเป็นประธานอาเซียนเป็นวาระแห่งชาติระหว่างปี 2570 – 2571 และมอบหมายให้คณะกรรมการอาเซียนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติม โดยให้กำกับดูแลภาพรวมการเตรียมการและการทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ประโยชน์การเป็นประธานอาเซียนของไทย มีดังนี้
1) การเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะส่งเสริมบทบาทนำของไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และผลักดันวาระที่ตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ ๆ ให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนชาวไทย โดยไทยสามารถใช้โอกาสดังกล่าวในการต่อยอดจุดแข็งและข้อริเริ่มของไทยในด้านต่าง ๆ ให้เป็นวาระร่วมของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับทั้งความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิภาคและบทบาทของไทยในฐานะประเทศสมาชิกที่มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการกำหนดทิศทางในอนาคตของอาเซียนต่อไป
2) การทำหน้าที่ประธานอาเซียนของไทยมิได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นภารกิจสำคัญระดับชาติที่ต้องอาศัยการบูรณาการและระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน โดยไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมและกิจกรรมในระดับต่าง ๆ มากกว่าหนึ่งร้อยรายการ ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณ บุคลากร และการประสานงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมเกียรติและศักดิ์ศรีของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ริเริ่มและก่อตั้งอาเซียน ตลอดจนสามารถใช้โอกาสจากการเป็นประธานในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทย เสริมสร้างบทบาทและความน่าเชื่อถือของไทยในภูมิภาค และขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของอาเซียนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ครม. มีมติอนุมัติทบทวนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตกงสุลของสถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำกรุงเทพมหานคร การขอเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ
ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2534 (เรื่อง การเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำกรุงเทพมหานคร) และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2567 (เรื่อง การสิ้นสุดหน้าที่ของกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำประเทศไทย และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตาประจำประเทศไทยในฐานะหัวหน้าสถานทำการทางกงสุล) เฉพาะในส่วนการกำหนดเขตกงสุล จากเดิมที่มีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทย เป็นมีเขตกงสุลครอบคลุมประเทศไทย ยกเว้นจังหวัดภูเก็ต
พร้อมทั้ง เห็นชอบการเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้ง นายธนิต ตันติวิท ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐมอลตา ณ จังหวัดภูเก็ต ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว



