ttb analytics คาดต้นทุนขนส่งต่อจีดีพีไทยปี 2568 ลดลง

Date:

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินสัดส่วนต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีปี 2568 ลดเหลือ 13.3% และคาดว่าจะปรับลดอีกในปี 2569 ใกล้แตะระดับ 13.0% จากราคาน้ำมันดิบที่คาดว่าจะทรงตัวและค่าระวางในเส้นทางหลักเริ่มผ่อนคลายจากปีก่อน รวมถึงการขนส่งทางอากาศที่ได้รับแรงกดดันจากภาคท่องเที่ยว ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง บนความคาดหวังต้นทุนค่าขนส่งที่จะลดลงจากการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multi-Modal Transport) สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีการพัฒนาต่อเนื่อง 

ระบบโลจิสติกส์ถือเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการค้าที่ส่งผ่านสินค้าจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ แต่ถ้ามองลึกลงไปจะพบว่าต้นทุนโลจิสติกส์เป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่ไม่เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิต ส่งผลให้ค่าขนส่งดังกล่าวอาจลดทอนกำไรของผู้ขาย ดังนั้น การที่ต้นทุนโลจิสติกส์มีสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) เปรียบเหมือนสัดส่วนของรายได้ที่ถูกนำไปใช้ในเรื่องขนส่ง ซึ่งในระยะที่ผ่านมาพบสัดส่วนต้นทุน โลจิสติกส์ต่อจีดีพีของไทยมีแนวโน้มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง 2 ปี ทั้งปี 2566 และ 2567 ที่ลดลงเหลือ 14.2% และ 13.5% ตามลำดับจากระดับ 14.3% ในปี 2565 ซึ่งการปรับลดของต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีที่ปรับลด 2 ปีติดกัน เป็นสัญญาณที่ดีในการช่วยให้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการต่างชาติมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ttb analytics มองต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีของไทยยังมีแนวโน้มปรับลดลงด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้

สำหรับปี 2568 ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีของไทยคาดปรับลดลงอีกเล็กน้อยที่ 13.3% จากสาเหตุสำคัญคือต้นทุนการขนส่งทางถนนที่ในไทยมีสัดส่วนมากกว่า 40% ปรับลดลง 3.1% จากปริมาณการขนส่งเฉลี่ยครึ่งปีแรกที่ปรับ
ลดลงสะท้อนจากดัชนีการส่งสินค้า (Shipment Index) และราคาค่าขนส่งทางถนนที่ทรงตัว รวมถึงจีดีพีที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นแตะ 19 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว  2.2% ทำให้ต้นทุนการขนส่งไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก แม้ส่วนของต้นทุนการขนส่งทางเรือจะปรับเพิ่มขึ้นจากปริมาณตู้สินค้าออกที่เพิ่มขึ้น 5.8% กับค่าระวางเรือที่เพิ่มสูงในเส้นทางเอเชียของปี 2568 อันเป็นส่วนสำคัญที่ดันให้ต้นทุนการขนส่งทางเรือปรับเพิ่มขึ้นถึง 11.3% 

รวมถึงในปี 2569 มุมมองของ ttb analytics คาดแนวโน้มต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีของไทยมีโอกาสปรับลดลงใกล้ระดับ 13.0% จากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีนี้ แนวโน้มค่าระวางเรือที่คาดผ่อนคลายลงโดยเฉพาะเส้นทางเอเชียที่ปรับเพิ่มสูงไปแล้วในปี 2568 สถานการณ์การขนส่งทางอากาศที่คาดว่ายังฟื้นตัวได้ต่ำจากภาคท่องเที่ยว ตามทิศทางเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้สถานการณ์ภาคการค้าที่มีความสัมพันธ์กับการขนส่งทางบกอาจปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก 

ดังนั้น ด้วยโมเมนตัมที่ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีของไทยมีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่อง บนความหวังมีแนวโน้มว่าในระยะถัดไปหากไทยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนโหมดขนส่งจากรถสู่ราง ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญของการขนส่งหลายรูปแบบที่เหมาะสมกับไทยซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งทางถนนมากกว่า 40% ของระบบขนส่งรวม ทำให้ต้นทุนลจิสติกส์ต่อจีดีพีก็มีแนวโน้มที่จะปรับลดลงต่อเนื่องในระยะถัดไป จะช่วยให้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการต่างชาติมากยิ่งขึ้น และไทยควรอาศัยช่วงเวลาที่ต้นทุนโลจิสติกส์กำลังปรับลดจากการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่เริ่มสัมฤทธิ์ผล กดให้ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีปรับลดในอัตราเร่ง ภายใต้แรงหนุนจากภาครัฐและเอกชนที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง ได้แก่ 

1 มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งให้ได้อย่างยั่งยืน ผ่านการเปลี่ยนโหมดขนส่งจากถนนสู่รางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นิเพื่อให้สอดรับกับการขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่และเตรียมเชื่อมโยงกับรถไฟความเร็วสูงในอนาคต ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี IoT ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบไร้รอยต่อ และการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนพลังงานในภาคพาณิชย์กว่า 60-70% อีกทั้งยังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ  อาทิ ท่าเรือบก คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางที่มีต้นทุนต่อน้ำหนักและระยะทางต่ำกว่าทางถนนถึงเกือบ 3 เท่า ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนโหมดขนส่งจากถนนสู่รางมีประสิทธิภาพมากขึ้น ร่วมกับการขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่และเชื่อมโยงกับรถไฟความเร็วสูงในอนาคต ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางจากปัจจุบันเพียง 2.21% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนขนส่งทางถนนโดยอ้อม และลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพีของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

2 เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีนวัตกรรมหรือสินค้าที่ต้องการการพัฒนาเพิ่มเติม เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ของไทยยังมีมูลค่าต่อหน่วยต่ำ เช่น สินค้าเกษตรหรือของอุปโภคบริโภคพื้นฐาน ซึ่งมีน้ำหนักมากและใช้พื้นที่ขนส่งสูง ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงกว่าเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้าประเทศพัฒนาแล้ว หากสามารถยกระดับมูลค่าสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดสัดส่วนต้นทุนขนส่งต่อมูลค่าสินค้าได้ในระยะยาว 

    Share post:

    spot_img
    spot_img

    Related articles

    SAM เดินหน้า Social AMC เต็มตัว เดินสายโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’

    SAM เดินหน้า Social AMC เต็มตัว เดินสายโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยลูกหนี้เสียรายย่อย ปลดภาระหนี้ กลับเข้าสู่ระบบการเงิน และเริ่มต้นวางแผนชีวิตทางการเงินได้อย่างยั่งยืน

    ‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน

    ‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน เร่งเรียกเก็บเงินคืนต่อยอดกองทุน ต่อลมหายใจให้น้องๆ

    นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์

    นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งออกกฎหมายเฉพาะ สร้างกติกาเป็นธรรม–คุมผลกระทบไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม

    BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3

    BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ