‘ตรีนุช’ หารือทูต EU เปิดตลาดงานในยุโรป ช่วยคนไทยมีงานทำ

Date:

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 นางลุยซา ราแกร์ (Luisa Ragher) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยและคณะเข้าพบ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือการขับเคลื่อน ด้านแรงงานระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป โดยมี นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน นายมงคล สงคราม รองอธิบดีกรมการจัดหางาน นายสุรสิทธิ์ ศรีแก้ว รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับ

นางสาวตรีนุช กล่าวภายหลังการเข้าพบหารือของเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ว่า แม้ว่าในขณะนี้อยู่ในช่วงของรัฐบาลรักษาการ แต่กระทรวงแรงงานยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องและเต็มที่ โดยให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายหลักและประเด็นเร่งด่วนด้านแรงงาน 5 ด้าน ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานโดยเร่งทำ MOU กับต่างชาติเพื่อทดแทน แรงงานที่ขาดแคลน ตลอดจนขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องตามมติ ครม. 2. การยกระดับและเพิ่มทักษะ (Up Skill / Re Skill) ให้แรงงานไทยก้าวทัน เทคโนโลยี การส่งเสริมการเพิ่มทักษะเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงาน มุ่งเน้นการ พัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI (Demand Driven) ผ่านการขับเคลื่อนภารกิจ “คนไทยต้องมีงานทำ” โดยดำเนินการผ่านศูนย์บริการจัดหางานทั่วประเทศและแอพพลิเคชั่นไทยมีงานทำ ซึ่งได้ดำเนินนโยบายเชิงรุก ผ่านแคมเปญ“คนไทยต้องมีงานทำ” มีการเปิดศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย 87 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้เข้าถึงงานได้ง่ายขึ้น เน้นจับคู่ทักษะและฝึกอบรม 3. การส่งเสริมสวัสดิการแรงงานและความมั่นคงในชีวิต อาทิ เรื่อง ความปลอดภัย ในสถานที่ทำงาน การเพิ่มเงินทดแทนและสวัสดิการประกันสังคมมาตรา 40 และการเพิ่มวันลาคลอดบุตรจากเดิม 98 วัน เป็น 120 วัน 4. สร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำ และ 5. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 

รมว.แรงงาน  ได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป โดยเฉพาะด้านแรงงานที่มีมาอย่างใกล้ชิดในหลายกรอบ เช่น Labour Dialogue กับ DG EMPL ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับสูงด้านแรงงานระหว่างประเทศไทย – อียู ครั้งที่ 4 ในวันที่ 11-12 มีนาคม 2569 กรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน หรือ PCA ผ่านคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญ (Specialised working groups) ด้านสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล และการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ซึ่งมีข้อบทด้านแรงงานเป็นการเฉพาะ และพร้อมพัฒนาความร่วมมือด้านแรงงานร่วมกันในอนาคต  เพื่อผลักดันประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน และสิทธิแรงงาน รวมถึงส่งเสริมการโยกย้ายถิ่นฐานด้านแรงงานที่เป็นปกติและปลอดภัย อันเป็นการยกระดับมาตรฐานแรงงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสให้แรงงานไทยเข้าสู่ตลาดงานของสหภาพยุโรป

ด้านนางลุยซา ราแกร์ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวได้ชื่นชมประเทศไทย ที่มีการปรับแก้กฎหมายการคลอดบุตรโดยเพิ่มสิทธิลาคลอดบุตร ที่ให้ความสำคัญกับแรงงานสตรี ซึ่งสอดคล้องกับทางสหภาพยุโรป อีกทั้งยังสนับสนุนโครงการความร่วมมือทางวิชาการ ทั้งของ ILO และ IOM โดยเฉพาะโครงการที่เป็น Flagship อาทิ Ship to Shore Rights ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรมในอุตสาหกรรมประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกับย้ำว่าสหภาพยุโรปตระหนักถึงศักยภาพของไทยในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์และประเทศคู่ค้า และยินดีที่จะผลักดันประเด็นด้านแรงงานร่วมกับประเทศไทยต่อไป นอกจากนี้  อียูยังพร้อมให้ความร่วมมือกับไทย ในเรื่อง การให้ความช่วยเหลือผู้หนีภัยการสู้รบในค่ายอพยพ โดยจะส่งเสริมให้ผู้ลี้ภัยในค่ายอพยพมีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

SAM เดินหน้า Social AMC เต็มตัว เดินสายโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’

SAM เดินหน้า Social AMC เต็มตัว เดินสายโครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ ช่วยลูกหนี้เสียรายย่อย ปลดภาระหนี้ กลับเข้าสู่ระบบการเงิน และเริ่มต้นวางแผนชีวิตทางการเงินได้อย่างยั่งยืน

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน เร่งเรียกเก็บเงินคืนต่อยอดกองทุน ต่อลมหายใจให้น้องๆ

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งออกกฎหมายเฉพาะ สร้างกติกาเป็นธรรม–คุมผลกระทบไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ