
Krungthai CIO ชี้สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนจากแรงขายทำกำไร ท่ามกลางความกังวลผลตอบแทนการลงทุน AI และราคาน้ำมันพุ่ง แต่ยังมองบวกระยะกลาง จากความต้องการ AI ที่แข็งแกร่งและแนวโน้มกำไรที่ยังไม่เปลี่ยน แนะ Buy on Dip หรือรอทยอยสะสมเมื่อตลาดย่อตัว ไม่ไล่ราคา ควบคู่กลยุทธ์ Barbell ลงทุนหุ้นเติบโตคุณภาพดีและหุ้นกลุ่มสุขภาพ เพื่อกระจายความเสี่ยง
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 26 – 30 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแบบผสมผสาน โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.5% Nasdaq ลดลง 0.7% ขณะที่ Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.4% จากแรงกดดันในหุ้นกลุ่ม Technology และ Semiconductor ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นปรับลดลง ส่วนตลาดหุ้นเวียดนามฟื้นตัวราว 4% จากการหมุนเวียนเงินลงทุน
ด้านตราสารหนี้ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลงราว 8 bps สู่ระดับ 5.00% หลังจากปรับขึ้นเหนือระดับ 5.14% ในระหว่างสัปดาห์ จากแรงขายหุ้น AI ที่กระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี ลดลงราว 1.1 bps สู่ 2.30% จากความกังวลต่อภาวะตึงเครียดทางการเงิน ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 6.2% สู่ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความเสี่ยงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง ด้านทองคำปรับลดลง 4.1% สู่ 3,996 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและคาดการณ์ดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ซึ่งลดแรงหนุนจากความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยระยะสั้น
Krungthai CIO แนะนำคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแบบ Slightly Overweight ในระยะกลาง แต่เพิ่มความระมัดระวัง โดยมองจังหวะปรับฐานของหุ้นกลุ่ม Technology และ Semiconductor เป็นโอกาสทยอยสะสม หุ้นที่มีความผันผวนสูง แบบแบ่งจังหวะ พร้อมใช้กลยุทธ์ Barbell จัดพอร์ตระหว่างหุ้นเติบโตคุณภาพดี ควบคู่กลุ่ม Healthcare ที่ได้แรงหนุนจากเทคโนโลยีทางการแพทย์และนวัตกรรมใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการเติบโตของธุรกิจ AI เพียงกลุ่มเดียว และยังมองหุ้นเวียดนามเป็นทางเลือกในการกระจายความเสี่ยง ขณะที่หุ้นพลังงานช่วยป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
ส่วนทองคำยังเหมาะสำหรับกระจายความเสี่ยงระยะยาว โดยมีแนวรับที่ 3,900–4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากหลุด 3,900 ดอลลาร์ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการปรับลดลงในระยะสั้น ด้านตราสารหนี้ เน้นลงทุนในตราสารคุณภาพสูงอายุสั้นถึงกลาง เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยและจำกัดความผันผวน โดยมองบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่สูงกว่า 5.00% เป็นจังหวะเริ่มทยอยสะสม และพิจารณาเพิ่มสัดส่วนลงทุนเชิงรุกเมื่อแตะ 5.30–5.35% โดยเฉพาะผู้ลงทุนที่รับความผันผวนได้สูง เพื่อรับผลตอบแทนระยะยาว สำหรับกองทุนที่แนะนำ คือ Krungthai World Class Series (KTWC) ที่กระจายการลงทุนทั่วโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก บลจ. Fidelity เป็นผู้จัดการกองทุน
ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ Alphabet, Microsoft และ Amazon รวมถึงแนวโน้มการลงทุนด้าน AI และการประชุม FOMC วันที่ 27–28 ตุลาคม การประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย วันที่ 28 ตุลาคม การประชุม ECB วันที่ 28–29 ตุลาคม และการประชุม BOJ วันที่ 29–30 ตุลาคม รวมถึงตัวเลข GDP Q3 และเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 29–30 ตุลาคม รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย นโยบายการคลัง และความผันผวนของตลาดในระยะต่อไป



