ทีเอ็มบีธนชาต ซื้อหุ้นคืน 21,000 ล้านบาท

Date:

ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2568 ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ได้ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 21,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี (ปี 2568 – ปี 2570) ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานด้านการบริหารส่วนทุน (Capital Management) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นผ่านการปรับโครงสร้างและขนาดงบดุลให้มีความเหมาะสม โดยธนาคารได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 1 ไปแล้วในช่วงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 – 1 สิงหาคม 2568 เป็นจำนวน 2,688 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 2.76% ของหุ้นที่จำหน่ายได้ทั้งหมด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 5,103 ล้านบาท 

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดของโครงการซื้อหุ้นคืนว่า “สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนของทีทีบี ในภาพรวมถือว่ามีความคืบหน้าในเชิงบวก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ปลดล็อกกฎการซื้อหุ้นคืน โดยเฉพาะในเรื่องของการยกเลิกระยะเวลาพักคอย (Breaking Period) ซึ่งทำให้บริษัทจดทะเบียนสามารถเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนรอบใหม่ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องเว้นระยะรอ 6 เดือนหลังจบโครงการเดิม 

จากการปลดล็อกดังกล่าว ธนาคารจึงได้ปรับแผนการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 ให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม รวมถึงเพิ่มวงเงินซื้อคืนขึ้นเป็น 8,900 ล้านบาท โดยจะใช้วิธี General Offer หรือการเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2569 ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2569 รวม 10 วันทำการ ขณะที่ราคารับซื้อหุ้นคืนสุดท้าย (Final Price) จะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบภายในวันที่ 5 มกราคม 2569 โดยจะพิจารณาจากราคาตลาดและสภาวะตลาดในช่วงเวลาดังกล่าวประกอบการกำหนดราคา ซึ่งแผนการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 นี้ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการธนาคารเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568

สำหรับการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 2 นี้ จะเห็นว่าธนาคารใช้วิธีการที่ต่างไปจากครั้งแรก นั่นคือเปลี่ยนจากการจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งใช้ระยะเวลาในการรับซื้อคืนถึง 6 เดือน มาใช้วิธี General Offer เพราะพิจารณาแล้วว่าเป็นวิธีที่ช่วยให้ธนาคารสามารถซื้อหุ้นคืนด้วยวงเงินที่สูงขึ้นในระยะเวลาที่สั้นลง โดยไม่รบกวนการซื้อขายหรือสภาพคล่องรายวันในตลาดรอง และลดผลกระทบจากภาวะตลาดที่ค่อนข้างผันผวน โดยธนาคารยังคงเป้าหมายการซื้อหุ้นคืนให้ครบตามวงเงินรวม 21,000 ล้านบาท และยังคงเน้นย้ำการบริหารจัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ 

ภายหลังการซื้อหุ้นคืน ผู้ถือหุ้นจะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ตามการลดลงของส่วนของผู้ถือหุ้นและการลดลงของจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ เทียบกับระดับ ROE จากผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนปี 2568 ที่ 8.6% และ EPS ที่ 0.16 บาท ขณะที่ประเมินแล้วว่าไม่มีผลกระทบต่อระดับเงินกองทุน โดยอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งสิ้น (Total CAR) ภายหลังการซื้อหุ้นคืนจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่า 19% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่เทียบเคียงได้กับธนาคาร D-SIBs แห่งอื่น ๆ รวมถึงยังคงอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการเติบโตสินเชื่อตามแผนธุรกิจ” 

นายปิติ สรุป “นอกเหนือจากการซื้อหุ้นคืน ทีทีบียังคงเดินหน้าตามแผน Capital Management ในด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอและรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง รวมทั้งการสร้างการเติบโตทางธุรกิจจากภายนอก หรือ Inorganic Growth เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นทั้งในระยะสั้นและระยาว ขณะเดียวกันธนาคารยังเน้นย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ เพื่อให้ทีทีบีเติบโตได้อย่างมั่นคงและสามารถส่งมอบประโยชน์กลับคืนสู่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายได้อย่างยั่งยืน”

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน

‘รมต.ภราดร’ เร่งแก้ปัญหา กยศ. ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคน เร่งเรียกเก็บเงินคืนต่อยอดกองทุน ต่อลมหายใจให้น้องๆ

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์

นายกฯ อนุทิน ตั้งบอร์ดคุมดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งออกกฎหมายเฉพาะ สร้างกติกาเป็นธรรม–คุมผลกระทบไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อม

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

ดีเดย์ ‘ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ 1 ตุลาคมนี้

รัฐบาล ดีเดย์ ‘ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ’ 1 ตุลาคมนี้ ดูแล 30 ล้านหลังคาเรือน จ่ายเสียหายทันที 1 หมื่นบาท เสียชีวิตจ่าย 2 ล้าน