
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568)
ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า ตลาดจะรอติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ เวเนซุเอลา หลังทางการสหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve จับตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้นในระยะสั้น อีกทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มราคาน้ำมันได้ โดยเฉพาะ หากสหรัฐฯ สามารถเข้ามามีบทบาทต่อการเมืองและอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว ใกล้เคียงกับระดับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต (ล่าสุดราว 0.96 ล้านบาร์เรลต่อวัน เคยสูงสุดราว 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน)
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท ในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้นชัดเจน หลังราคาทองคำมีจังหวะปรับตัวลงหนัก อีกทั้งเงินดอลลาร์ก็รีบาวด์ขึ้นในช่วงปลายปี ทำให้ธนาคารต้องประเมินใหม่ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) ได้ชะลอลงแล้วและเงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่จะมีการรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงในช่วงนี้ ก็อาจช่วยหนุนทั้งเงินดอลลาร์ (ตราบใดที่ตลาดไม่ได้ปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยมากขึ้น) และราคาทองคำ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนนัก
ในเชิงเทคนิคัลนั้น ธนาคารมองว่า หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงระยะสั้น ทว่าในแนวโน้มระยะกลางนั้น เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราขอย้ำว่ามองว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น
1 การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก
2 การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy)
และ 3 ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น ธนาคารมองว่า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น อาจหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่าแนวโน้มเงินดอลลาร์จะขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานเป็นสำคัญ
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.15-31.85 บาท/ดอลลาร์
ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.35-31.60 บาท/ดอลลาร์



