นายกฯ อนุทิน ลงพื้นที่ดูจัดการน้ำท่วม ที่สุพรรณบุรี

Date:

วันที่ 18 ต.ค. เวลา 15.30 น. ที่ จ.สุพรรณบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาโพธิ์พระยา อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำยังมีปริมาณเยอะอยู่ เราต้องมาเร่งผลักดันน้ำออกไป ซึ่งในช่วงนี้ก็ยังถือว่ายังสามารถที่จะระบายออกไปทางแม่น้ำท่าจีนได้ แต่ก็ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะมีอุปสรรคอื่น  ๆ เช่น จำนวนผักตบชวา จำนวนผักบุ้งที่ถูกปลูกไว้แล้วมันก็ไหลมากีดขวางทางน้ำ เราก็ต้องเร่งกำจัดผักตบชวาที่มีจำนวนมหาศาลควบคู่การระบายน้ำ

“วันนี้ได้มาเห็นถึงปัญหาที่มันสั่งสมมา ซึ่งจริง ๆ มันเป็นแบบนี้ทุกปี สิ่งที่เราควรจะต้องทำก็คือ เพิ่มช่องทางให้น้ำไหลออกไปในแหล่งน้ำที่ใหญ่กว่าให้เร็วที่สุด อย่างเช่นกรณีที่อำเภอสองพี่น้อง ได้รับยืนยันจากอธิบดีกรมชลประทานในการขยายช่องทางประตูน้ำเพิ่มมากขึ้น ด้วยการทำการเปิดความกว้างของคลองระบายน้ำให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้น้ำระบายออกไปถึงแม่น้ำท่าจีนซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กม. แต่ต้องจัดระบบให้ดีเพราะมีบางช่วงเวลาที่แม่น้ำท่าจีนระดับสูงกว่า แต่เราก็ต้องมีประตูน้ำคอยปิดกันไม่ให้น้ำไหลกลับเข้ามา”

นายอนุทิน กล่าวต่ออีกว่า นี่คือสิ่งที่ตนพูดในคณะรัฐมนตรีตลอดว่าโครงการแต่ละโครงการกว่าจะอนุมัติ ก็มีบางความเห็นบอกว่า สิ้นเปลืองงบประมาณ ทำโครงการชลประทานใช้เงินจำนวนมาก แต่จริง ๆ แล้วที่สิ้นเปลืองจริง ๆ ก็คือ การสูญเสียทรัพยากรจากการแก้ปัญหาระยะสั้น คือ การเร่งสูบน้ำระบายน้ำ ทั้งสิ้นเปลืองไฟฟ้า น้ำมัน และทรัพยากรมหาศาล การขนย้ายระดมเครื่องสูบน้ำมาจากจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ติดตั้งท่อระบายน้ำ แม้ว่าจะเอามารวมเครื่องมือกับกรมชลประทานก็ไม่พอ และเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น แล้วยังต้องไปใข้เงินเยียวยาประชาชน ซึ่งรวม ๆ แล้วก็ต้องเสียเงินปีนึง 40,000-50,000 ล้านบาท ในการไปเยียวยา แต่ไม่ได้ถาวรวัตถุหรืออะไรที่เป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว

“ซึ่งวันนี้เรามาดูข้อเท็จจริง เราจะช่วยกันทำให้งบประมาณเหล่านี้เข้าไปเพื่อที่จะช่วยกันลดความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างยั่งยืนในระยะยาว ขอให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญมาโดยตลอดว่า ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องความเดือดร้อน เป็นเรื่องฉุกเฉิน เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สร้างความเดือดร้อนแสนสาหัสให้กับพี่น้องประชาชน และเราจะแก้ไขปัญหาในระยะยาว โดยคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ได้อนุมัติเห็นชอบโครงการระบายน้ำ อย่างน้อยโครงการภาพรวมใหญ่ คือ ชัยนาท ป่าสัก อ่าวไทย ต้องเกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ใช้เวลา 7 ปี ถึงจะแล้วเสร็จ เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ ความสำเร็จของโครงการระยะยาวก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น ซึ่งจะได้กำชับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน บริหารจัดการด้วยความเข้มงวดใกล้ชิดว่า จะต้องไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ มาทำให้โครงการนี้เกิดความล่าช้า ต้องเร่งทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้มันเกิดขึ้นให้เร็วที่สุดให้ได้ ทั้งการเวนคืนที่ต้องเร็วที่สุด งบประมาณเวนคืนก็ต้องเร่งจ่ายให้กับประชาชน “รัฐบาลชุดนี้จะติดตามอย่างใกล้ชิด เราไม่มีคำว่าพรรค มีแต่คำว่า พี่น้องประชาชนต้องลดความเดือดร้อน”

สำหรับการบริหารจัดการน้ำบริเวณประตูระบายน้ำสองพี่น้อง มักจะพบกับสภาพปัญหาจำนวนผักตบชวาที่ส่งผลต่อการระบายน้ำ รวมถึงมีประตูระบายน้ำเพียง 3 บาน จึงส่งผลให้การระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ จึงเกิดปัญหาน้ำท่วมเอ่อล้นตลิ่งริมคลองจากแม่น้ำท่าจีน และคลองสายต่าง ๆ ไหลเข้าพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน น้ำหลาก ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบเสียหายหนัก พร้อมเสนอแนวทางการแก้ไข คือ การทำการระเบิดคอขวดตรงประตูเภาทะลาย คลอง ร.4 ขวา และ “ประตูน้ำบางสาม” คลองสองพี่น้อง เพิ่มจาก 3 บาน เป็น 5 บาน เพื่อช่วยผลักดันน้ำลงแม่น้ำท่าจีนให้เร็วที่สุด อันจะช่วยบรรเทาปัญหาทั้งภัยแล้ง และอุทกภัยในพื้นที่ได้เป็นอย่างมาก

ด้าน อธิบดี ปภ. เปิดเผยถึงกรณีเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในห้วงที่ผ่านมาว่า โดยปกติเงินเยียวยาจะไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณประจำปี โดยรัฐบาลจะมีงบกลางสำรองเอาไว้ใช้หากเกิดเหตุใด ๆ ที่ไม่คาดฝัน สำหรับงบกลางที่เราใช้ในการเยียวยาครั้ง มาจากความห่วงใยรัฐบาลภายใต้การนําของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เห็นชอบงบประมาณก้อนสุดท้ายของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 อนุมัติวันที่ 29 กันยายน 2569 อีก 4,700 ล้าน เพื่อให้มาใช้จ่ายดูแลพี่น้องประชาชน ในขณะที่ภัยยังไม่สิ้นสุด

“เพราะถ้าในยามปกติที่ผ่าน ๆ มา เขาจะรอให้ภัยสิ้นสุดก่อน แล้วก็มาคำนวณความเสียหาย เพราะไม่มีใครรู้ล่วงหน้า คำนวณความเสียหายปุ๊บ กี่หลัง ก็ถึงจะไปขอเงินมาเยียวยา แต่ปีนี้เร็ว ภัยยังไม่สิ้นสุดเราก็เยียวยาเลย ไม่มีม่ตกหล่น เพราะเป็นการคำนวณจำนวนครัวเรือนที่ทางกรุงเทพมหานคร และจังหวัดต่าง ๆ รายงานมา ณ วันที่ 29 กันยายน 2569 มีกี่ครัวเรือน แล้วก็คูณ 9,000 บาท เราก็ขอตามข้อเท็จจริง และหากเลยเดือนตุลาคมมาแล้ว แล้วเงินไม่พอ ก็จะเสนอความจำเป็นตามข้อเท็จจริงขอรัฐบาลเพิ่มไปใหม่ ยืนยันว่าไม่ได้ตกหล่นหรือล่าช้า

Share post:

spot_img
spot_img

Related articles

แบงก์ชาติ ปิดฉากประชุม IMF-World Bank 2026 ประสบความสำเร็จ ดัน Bangkok Blueprint

แบงก์ชาติ ปิดฉากประชุม IMF-World Bank 2026 ประสบความสำเร็จ ดัน Bangkok Blueprint รับมือกับภัยการเงินดิจิทัล 12 แนวทางสำคัญ ภายใต้ 5 เสาหลัก

รัฐบาล เดินหน้าช่วยเหลือผู้ถูกน้ำท่วม ต่อเนื่อง

รัฐบาล เดินหน้าช่วยเหลือผู้ถูกน้ำท่วม ต่อเนื่อง เผยกรมการปกครอง เปิดบริการทะเบียนเคลื่อนที่ 3 จังหวัด ช่วยผู้ประสบอุทกภัย ทำบัตรประชาชน–คัดรับรองเอกสารทางทะเบียน ถึง 25 ต.ค. นี้

ไทยเข้าใกล้ OECD อีกก้าว

ไทยเข้าใกล้ OECD อีกก้าว เลขาธิการ OECD ชื่นชมความคืบหน้าและความตั้งใจของไทย

รัฐบาลดึงเงินทุนธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์ ลงทุนพลังงานสะอาด

รัฐบาลดึงเงินทุนธนาคารโลก 200 ล้านดอลลาร์ ลงทุนพลังงานสะอาดและการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ ควบคู่ให้ผู้ประกอบการ SMEs เกษตรกร และชุมชน ลดต้นทุนพลังงานปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียว