
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต รมว.คลัง โพสต์เฟสบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij ระบุว่า
วงที่ผ่านมาของแพงขึ้นมาก ปัญหาปากท้องค่าครองชีพเป็นปัญหาที่ชาวบ้านรู้สึกได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีผมหรือสถิติทางวิชาการมากระตุ้นเตือน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีการเปิดเผยดัชนีเงินเฟ้อ เดือนตุลาคมเงินเฟ้อสูงขึ้น 3.90% yoy ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 45 เดือน
ส่วนใหญ่มาจากราคานํ้ามัน นำไปสู่ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งสินค้าที่ทำให้แทบทุกอย่างแพงขึ้น เป็นไปตามที่ ปชป เตือนไว้ตั้งแต่ต้นปี
และปัญหาคือ แม้ราคานํ้ามันโลกอาจจะลดลง (อย่างเช่นช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามภาพ) แต่ราคาหน้าปั้มเราลงน้อยกว่าและช้ากว่า
วันนี้ผมอยากเห็นรัฐบาลทำสองเรื่อง
1. จริงจังกับการแก้ปัญหานํ้ามันแพง
ตราบใดที่นํ้ามันยังแพง ค่าครองชีพก็ยังจะแพงต่อไป และราคาสินค้าเมื่อขึ้นแล้วจะลงยากอีกด้วย
เรื่องนี้พูดมาเยอะแล้ว และจะพูดต่อไปจนเห็นผล นํ้ามันแพงมีสองอย่างที่ควรทำ อย่างแรกคือทบทวนการกำหนดราคานํ้ามัน วันนี้ปัญหาหลักไม่ใช่ราคานํ้ามันดิบสูง แต่คือราคานํ้ามันสำเร็จรูปที่สูงมาก (โดยเฉพาะดีเซล) ทั้งๆที่ต้นทุนการกลั่นยังเท่าเดิม ส่วนต่างรายได้โรงกลั่นจึงสูงขึ้น ซึ่งถ้าไม่ปรับกลไกกำหนดราคา ก็ควรมีสูตรการเก็บภาษีลาบลอยที่โปร่งใสและเป็นธรรม
อย่างที่สองคือภาษีสรรพสามิต รายได้ภาษีโดยรวมของรัฐบาลเกินเป้า ยิ่งเป็นเหตุให้รัฐบาลสามารถลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามันดีเซลได้ ไม่ใช่แค่ B20 ที่คนใช้น้อยนะครับ แต่ B7 ด้วย
ผมเชื่อว่าสองเรื่องนี้สามารถช่วยลดราคานํ้ามันได้ถึงลิตรละ 10 บาท
2. จริงจังกับการช่วยเรื่องแหล่งเงินแหล่งทุน
รัฐควรใช้ ธ.ออมสิน และ ธกส. มากขึ้น ในการช่วยให้แม่ค้าพ่อค้าและร้านขนาดเล็กเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ง่ายขึ้น สองธนาคารรัฐนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือประชาชน และทั้งสององค์กรมีศักยภาพที่จะทำมากกว่านี้ อย่างช่วงนํ้าท่วม ร้านค้าที่เดือดร้อนยังมีน้อยรายมากที่เข้าถึงสองธนาคารนี้ หากกระทรวงคลังไม่ขยัน การเข้าถึงจะยากเหมือนเดิม ก.คลังต้อง active กว่านี้มาก ผมเชื่อว่าออมสินเองก็พร้อมที่จะมีบทบาทมากขึ้น




